แหม ไม่อยากบอกเล่นว่า จุดเริ่มของเอนทรีมาจาก Viral  ของหนังเรื่อง Promethus ที่กำลังเข้าฉายอยู่ตอนนี้ ทำให้อยากดูทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร 

 

 

 

เป็น Viral ที่ประทับใจมากๆ ตัวนึงเลยอ่ะ

 

จนมารู้ทีหลังว่าเป็น Prequel ของ Alien ในตำนาน บวกกับดู trailer ที่ปล่อยออกมาทำออกมาได้ไม่ถึงครึ่งของ Viral ตัวบน แต่ก็ยังน่าสนใจอยู่ เพราะยังไงซะหนังเรื่องนี้ก็ยังได้ศิลปินชาวสวิสชื่อดังอย่าง G.H. Giger กลับมาร่วมงานกันอีก ว่าแต่กีเกอร์นี้เป็นใครหว่า

 

Photobucket

 

ถ้าพูดแค่ชื่อ หลายๆ คนอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าหากเอ่ยถึงผลงานที่กลายเป็นตำนานไปแล้วอย่าง Alien เราว่าหาคนไม่รู้จักกลับกลายเป็นเรื่องยากกว่า ซึ่ง Alien เจ้าแม่แห่งความสยองเนี่ยแหละเป็นผลงานอันลำ้ลึกของกีเกอร์

Photobucket

 

กีเกอร์เป็นชาวสวิสโดยกำเนิด สร้างสรรค์ผลงานมาตั้งแต่ช่วงปี 70 และเริ่มมีชื่อเสียงในช่วงปี80 ซึ่งงานที่โดดเด่นของเค้านั้นถูกเรียกว่า Biomechanoid ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างอนาโตมีของมนุษย์และเครื่องจักร ที่มีความมืดหม่นดิ่งลึกจนไม่อาจคาดได้ บวกกับเรื่องเพศที่ hardcore festish สุด เหมือนหลุดเข้าไปในโลกของฝันร้ายที่หาทางออกไม่ได้ ซึ่งตัวกีเกอร์เองก็บอกว่า งานของเค้าเป็นการช่วยปลดปล่อยให้เข้าหลุดออกจากฝันร้ายในวัยเด็กของเขา ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเพศ งานของกีเกอร์ยังวนเวียนเกี่ยวกับเรื่อง ซาตาน ความตาย และซากศพ นับว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกับโทนงานของเค้าที่เล่นสีโทนเดียว

 

Photobucket

 

Photobucket

ที่พอลงไว้ก็ประมาณนี้แหละ แต่มันก็ยังมีอะไรที่เห็นอึ้งไปอีกเพียบ ลอง search หาดูกันเองนะจ๊ะ

 

ไม่แค่งานภาพวาดด้วยเทคนิคต่างๆ อย่างสีน้ำมัน หรือแอร์บลัช กีเกอร์ยังสร้างออกแบบไว้หลายแขนงโดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างออกมาเป็นแนวประติมากรรม งานออกแบบภายในที่มีลูกบ้าและเอกลักษณ์ของเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าใครอยากเห็นเต็มๆ ตา ต้องไปที่สวิสซึ่งเป็นที่ตั้งของ H.R.Giger Museum และ Giger Bars ในเมืองเล็กๆ ที่ช่ือ Gruyere (กรีเย่) ในสวิสนั่นแล

 

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปทำธุระที่สวิสเซอร์แลนด์ ก็ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้ แต่โชคดี (หรือร้าย) ปรากฏว่ากรีเย่เป็นเมืองที่คู่ค้าจะพาไปเที่ยวพอดี แล้วก็เซอร์ไพรส์หน่อย เพราะคิดไปเองว่าคนที่รู้จักกีเกอร์น่าจะกลุ่มเฉพาะอย่างคนที่ชอบดูหนัง หรือสนใจด้านศิลปะสักหน่อย แต่พอเอ่ยชื่อให้คุณลุงวัย 60 กว่าๆ ฟัง เขาก็บอกว่ารู้จักสิ เป็นศิลปินที่ดังมากในบ้านเค้า เราก็เลยได้มีโอกาสเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของกีเกอร์ด้วยเหตุนี้นี่เอง

 

Photobucket

 

แต่ตอนที่ไปถึงก็ต้องประหลาดใจ เพราะว่า กรีเย่เป็นเมืองชนบทเล็กๆ น่ารักมากๆ ติดกับภูเขาสูง ขึ้นชื่อเรื่องนมและชีส บ้านเรือนในหมู่บ้านยังคงรูปแบบสมัย Medival ไว้เลย ถนนสายหลักยังเป็นอิฐเรียงอยู่เลย บรรยากาศเหมือนในนิทาน ถ้าไต่ขึ้นเนินขึ้นไปบนยอดก็จะพบกับปราสาท Gruyere

 

ใครจะคิดว่าพอหลุดจากตรงนี้ไป จะมีอะไรไม่น่าเชื่อมารออยู่ตรงหน้า

Photobucket
 
เรียกว่า สภาพรื่นรมย์รอบด้านนี้ ไม่น่าจะมีสิ่งแปลกปลอมอย่าง Alien เข้ามาปะปนได้ว่างั้นเหอะ 
 
Photobucket
 

พอเดินขึ้นไปทางปราสาทผ่านช่องกำแพงไปก็สะดุดกับรูปปั้นตรงหน้า ด้านขวาเป็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ด้านซ้ายเป็นคาเฟ่ ถึงแม้ตัวตึกจะดูเนียนไปกับบรรยากาศรอบด้าน แต่สิ่งที่ประดับประดาหน้าทางเข้านี้มันช่างหลุดโลกจริงๆ เรียกเดินสะดุดแบบไม่รู้ตัว แต่งานสร้างของพิพิธภัณฑ์นี้ก็ต้องบอกว่าอลังการมากมายนัก เพราะว่า เริ่มกันแต่พื้นทางเดินนั้นทำเป็นแผ่นที่ลวดลายแบบ Biomechanoid ของกีเกอร์ คือมองแล้วรู้เลยว่างานนี้ของใคร

 

 

 

Photobucket

 

 

 พื้นและบันไดปูด้วยแผ่นหิน

Photobucket

 

PhotobucketH.R.Giger Bar

 

 มีเด็กเหม่งมารอรับแขก เห็นปือในมือแล้วนึกเป็นอย่างอื่นทุกที -"-

Photobucket

 

 

Photobucket

 

Photobucket

 

 

ชั้นล่างเป็นเค้านเตอร์ขายตั๋ว และที่ขายของที่ระลึก สนนราคาตกคนล่ะ 12.5 CHF ก็นับว่าราคาไม่แพงนักสำหรับพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ทางเข้าไปมีตู้ฝากของแต่ต้องหยอดตังค์ แล้วห้ามถ่ายรูปอีกต่างหาก และเมื่อขึ้นบันไดลาย Biomechanoid ไปก็จะเจอเจ๊แม่ Alien ยิ้มแฮ่ รอรับแขกอยู่ มีทั้งภาพสเก็ต โมเดลส่วนหัวของ Alien, โมเดล Alien แสยะยิ้มโชว์ลิ้นที่เหมือนไอ้นั่น

Photobucket

 

Photobucket

ห้องแรกจะเน้นหนักไปที่ Alien แต่ในห้องนั้นมีโซนแดงอยู่ด้วย มันกั้นด้วยม่านแดงและแปะกระดาษไว้ว่า ห้ามเด็กเข้า แต่เนื่องจากคณะอายุเลยกันไปไกลแล้ว แต่ก็ยังแบ่งเป็นกลุ่มเด็กกะผู้ใหญ่ พอเข้าไปแล้ว โคตรอายเลย เพราะห้องแดงนี้มันขนมาโชว์หมดเลย Eroctic Hardcore Fetish SM เห็นไปไหนถึงไหน เสียบเค้าเสียบออกมีหมดทุกเพศ

Photobucket

และแล้วภาพลักษณ์เด็กดีที่สร้างสมมาก็พังทลายหมดที่ห้องนี้แหละ คืือ อยากจะบอกนายและลูกค้ามาก หนูแค่สนใจว่ามันมีพิพิธภัณฑ์อยู่ ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้เลยยยย แต่ก็นะ T_T มันสายไปเสียแล้ว ก่อนที่จะเข้ามา จะให้ผู้ใหญ่ทั้งสองไปนั่งรอที่คาเฟ่ใกล้ๆ ก็ดันมีแต่คาเฟ่กีเกอร์ที่เอางานของกีเกอร์มาประยุกต์เป็นเครื่องเรือนและโครงสร้างตกแต่งภายในซะหมด

Photobucket

 

 

ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ เราคิดว่า Alien เป็นสิ่งน่ากลัว สยองขวัญ เพราะจากอิมเมจที่เห็นจากในหนัง แต่รู้แล้วล่ะว่าคิดผิด เพราะพอได้ชมงานอื่นๆ ของกีเกอร์แล้ว เจ้า Alien ที่ใครๆ กลัวกัน ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปเลย ไอ้ทีแล่บลิ้นน้ำลายไหลยืด เห็นแล้วอยากลูบหัว ให้อาหารกันเลยเลยล่ะ มันคงผิดที่เราไม่ได้ศึกษางานชิ้นอื่นๆ ของกีเกอร์มาก่อน เลยเกิดอาการเหวอแดกไปเต็มๆ เพราะอย่างที่ว่า มาเต็มจัดครบเลย ทั้งซากศพ ซาตาน Hardcore นี้มีให้เห็นอยู่ทุกภาพ แล้วงานแต่ล่ะชิ้นก็ใหญ่ 2 เมตรขึ้นไปทั้งนั้น เรียกว่าเห็นเต็มๆ ตาเลยล่ะ จนลุงลูกค้าพูดขึ้นมา เค้าจินตนาการไม่ออกเลยว่า ในหัวของคนๆ นี้คิดอะไรอยู่ ถึงถ่ายทอดสิ่งที่น่ากลัวแบบนี้ออกมาได้ 

 

 

 

ใช่แต่งานวาด ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีงานประติมากรรมต่างๆ ให้ดูอีกหลายชิ้น เช่นโครงกระดูกแมงมุม รถไฟหัวเอเลี่ยน ที่น่า.... ใช้คำไหนดีว่ะเนี่ย อือออ น่าประทับใจสุดก็คงจะเป็น ชุดโต๊ะเก้าอี้เอเลี่ยนที่ทำออกมาขนาดเท่าจริง

Photobucket

ส่วนอีกงานที่น่าสนใจก็คืองานออกแบบไพ่ทาโรต์สไตล์กีเกอร์ที่ทั้งหลอน ทั้งสวยจนเดาไม่ค่อยออกว่าแต่ละใบนั้นหมายถึงไพ่ใบไหนบ้าง

 

ต้องยอมรับว่าตอนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็มึนๆ อึนๆ ตลอดเวลา ยิ่งเวลามองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นทิวทัศน์อันแสนสงบแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในฝันไม่ต่างจากตัวกีเกอร์เลย

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กว้างขวางกว่าที่คิด แบ่งสอยเป็นหลายห้องหลายชั้น แต่ชั้นบนสุดนั้นเปิดเป็นห้องที่รวบรวมงานสะสมที่กีเกอร์ชอบ ถึงงานแต่ล่ะชิ้นจะประหลาดตามสไตล์เจ้าของ แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นห้องที่โปร่งสบายที่สุด เพราะใช้แสงธรรมชาติ ไม่เหมือนห้องต่งๆ ที่ปิดทึบ มืดสลัวและมีบรรยากาศกดทับที่แผ่มาจากงานของกีเกอร์

มองออกไปยังกะคนละโลก

 Photobucket 

ดูงานในนี้เสร็จ มีแวะไปดูของที่ระลึกก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะสมุดภาพก็ช่าง ….. หลอนสิ้นดี หนังสืออัตชีวประวัติก็ดันเป็นภาษาเยอรมัน เท่านั้นไม่พอกีเกอร์ยังมีทำชุด pin บูชาซาตานออกมาด้วย แพคเกจสวยหรูในกล่องดาวเดวิท มี 16 ชุดด้วยกัน ราคาประมาณ 1,600 CHF (x33) จ๊ะ ทำให้เราไม่มีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์นี้เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความทรงจำที่เหมือนฝันร้ายชั่วเวลานึงเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นก็เกินพอแล้วล่ะ สำหรับเรา

 

 

ถึงตรงนี้ เราออกอาการฟูมฟายเหมือนตื่นมาจากฝันร้าย ก็ต้องยอมรับว่า กีเกอร์ เป็นอัจฉริยะคนนึงเลยล่ะ ที่สามารถสร้างสรรค์โลกอีกใบนึงที่มาจากจุดมืดดำในจิตใจออกมาให้คนอื่นๆ เห็นได้ถึงขนาดนี้ และคนสวิสเองก็บอกภาคภูมิใจตัวศิลปินของพวกเขาคนนี้มากเหมือนกัน 

 

ดูงานในนี้เสร็จ มีแวะไปดูของที่ระลึกก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะสมุดภาพก็ช่าง ….. หลอนสิ้นดี หนังสืออัตชีวประวัติก็ดันเป็นภาษาเยอรมัน เท่านั้นไม่พอกีเกอร์ยังมีทำชุด pin บูชาซาตานออกมาด้วย แพคเกจสวยหรูในกล่องดาวเดวิท มี 16 ชุดด้วยกัน ราคาประมาณ 1,600 CHF (x33) จ๊ะ ทำให้เราไม่มีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์นี้เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความทรงจำที่เหมือนฝันร้ายชั่วเวลานึงเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นก็เกินพอแล้วล่ะ ถึงยังไงมันก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากเลยล่ะ ใครจะคิดว่าไปทำงานแล้วจะฟลุ๊คไปพิพิธภัณฑ์ที่ไม่คาดคิดแบบนี้

 

 

 

เมื่อเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ยังงงๆ ไม่ค่อยเชื่อเหมือนกันว่า ไปเห็นอะไรมาเนี่ย เหมือนฝันร้ายเลย ยิ่งต้องเดินขึ้นไปชมปราสาทบนยอดเขาต่อ แล้วรู้สึกว่าตัวเองตกหลุมเวลาหลุดไปอีกรอบมาอย่างไงอย่างงั้นเลยล่ะ

สนใจดูเวปได้ตามนี้ http://www.hrgigermuseum.com/

 

 

ใครอยากอ่านประวัติการทำงานของกีเกอร์มากกว่านี้ หาอ่านได้ในFlimax เล่มเดือนมิถุนะจ๊ะ แน่นเอี๊ยดเลย

 

วันนี้ไปดู prometheus มาแล้ว แหวะน้อยกว่าที่คิดอ่ะ เพราะดูตอนโต หรือเพราะมันแหวะหยองไม่เท่า Alien หรือเพราะเข้าไปในฝันร้ายของ gigerมาแล้วกันนะ แต่ที่แน่ๆ บั้นท้ายฟาซซี่เซะซี่มากๆ  David ชนะเลิศจริงๆ เธอเป็นหุ่นยนต์ที่เฟอร์เพ็คสุดๆ

 

พอดูงานของ Giger แล้ว คาดว่าคนวาด Berserk ต้องแฟนพันธุ์ของกีเกอร์ หรือไม่ก็เคยมาที่นี่แน่ๆเลย  

เห็นงานของกีเกอร์แล้ว ให้ฟิวปี 80 แนวๆ Cobra มากๆอ่ะ ยิ่งพวกงานแนวแอร์บลัชด้วยแล้ว

อ้อ จริงๆ แล้ว รู้จัักกีเกอร์มาจากปก CD อัลบั้ม Hide Your Face ของ hide เนี่ยแหละ 

Photobucket

edit @ 12 Jun 2012 21:02:31 by tapum

edit @ 12 Jun 2012 21:43:15 by tapum

edit @ 12 Jun 2012 21:53:17 by tapum

edit @ 12 Jun 2012 22:11:33 by tapum

edit @ 12 Jun 2012 22:19:11 by tapum

edit @ 13 Jun 2012 00:42:14 by tapum

 

 

 

ปัดฝุ่นหนาๆ ออกจากบลอค ไม่ได้อัพบลอคเที่ยวนานมากกกกก ทั้งๆ ที่ช่วงปีที่ผ่านมา ไปเที่ยวมาก็หลายอยู่ เพราะมัวแต่ไปคลุกอยู่กะอีก 1 โปรเจ็ต แต่ไหนๆ เพิ่งไปสแกนดิเนเวียมาก็อยากจะเขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันลืม เพราะการจะไปเที่ยวแถวยุโรปเหนือคงไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆ

 

 

ทริปนี้เกิดขึ้นได้ด้วยใบบุญมารดาค่ะ ไม่รู้เพราะมารดาเอารูปหิมะไปให้บิดาเยอะเกินไปหรือเปล่า พอหมีบ้าลองสะกิดขอไปด้วย บิดาเลยตกลงให้ไปดูแลมารดาในทริปนี้ จริงๆ ก่อนหน้านี้ ทริปนี้เกือบล่มไปเพราะคนไม่พอ ตอนนั้นหมีบ้าก็แอบแช่งให้ล่ม เพราะอยากไปด้วย แต่ไม่กล้าขอ ทำไปทำมามารดาใช้วิธีไหนไม่รู้ จะไปให้ได้ หมีบ้าเลยสบโอกาสได้เป็นข้ารองบาทมาราดาเกาะล้อเครื่องบินไปลุยหิมะกะเค้าด้วย

 

 

 

ก่อนขึ้นเครื่องขออธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก และสแกนดิคว่ามีความแตกต่างยังไง ทั้งๆ ทีมันก็เป็นยุโรปเหนือเหมือนกัน

 

กลุ่มประเทศนอร์ดิค คือกลุ่มยุโรปเหนือรวมไปถึงโซนอาร์ติคเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศ เดนมาร์ค สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเกาะอีก 4 เกาะ คือ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ เกาะ Faroe และ Åland รวมกันทั้งหมด 8 ประเทศ ในขณะที่กลุ่มสแกนดิเนเวีย จะนับเพียงสีประเทศแรก ซึ่งฟินแลนด์นับเข้ามาภายหลัง เพราะก่อนหน้านี้เคยตกอยู่ใต้อำนาจของรัสเซีย และขึ้นชื่อว่ายุโรปเหนือแน่นอนว่าหนาวชัวร์ๆ

 

 

 

 

ทริปที่ไปอยู่ในช่วงที่หนาวที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ หิมะกำลังหนา น้ำแข็งเป็นแผ่นเลย แถมปีนี้ในยุโรปนั้นหนาวยาวหนาวผิดปกติในหลายประเทศ แบบที่ไม่เคยหนาวขนาดนี้มากก่อน ก่อนไปเที่ยวก็กลัวอยู่เพราะ คุณไกด์บอกว่า อากาศที่จะไปนั้นอยู่ที่ 5 ถึง -15 โอ้ววววแม่เจ้าาาา ทำไมมันห่างกันขนาดนี้ เคยไปหนาวสุดที่ฮอคไกโดก็ไม่ถึง -10 อุ่นๆที่ -5 จากหมีแพนด้าจะกลายเป็นหมีขาวก็งวดนี้แหละ เพราะเหตุนี้ก่อนไปเที่ยว 3 สัปดาห์ต้องมาค่อยนั่งเช็คอากาศให้แม่ตลอด แต่กลายเป็นว่าประเทศอื่นๆ ที่หนาวผิดปกติกัน ที่สแกนดิเนเวียกลับอุ่นกว่าทุกปี เพราะจริงๆ แล้วช่วงเดือนกุมภาแถบนี้ต้องหนาวตั้งแต่ -30 ขึ้นไป อืออออ ฟังแล้วอุ่นใจขึ้นเย๊อะ

 

ส่วนเส้นทางการเดินทางทริปนี้ คือ สวีเดน - ฟินแลนด์ จ้าาาา ตอนแรกสงสัยทำไมไม่ไปนอร์เวย์ และหนาวขนาดนี้จะเดินทางไปทำไม คุณไกด์ก็ให้ความกระจ่างว่า นอร์เวย์เค้าไปหน้าร้อน ส่วนที่ต้องมาฟินแลนด์หน้าหนาวเพราะไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี้ ถ้าหน้าร้อนจะมาฟินแลนด์ให้ไปเที่ยวยุโรปแถวสวิสก็ได้

 

 

เดินทางกันตอนดึกๆ นั่งเครื่องบินสายการบิน Finnair กราฟฟิคของสายการบินน่ารักสวยงามสมกับเป็นประเทศแห่งการออกแบบจริงๆเลย แต่พอนั่งแล้วก็ได้แต่สงสัยว่า ทำไมฝรั่งตัวใหญ่ถึงทำเก้าอี้เล่นจังว่ะ เอเชียอ้วนๆ อย่างเรานั่งยังอึดอัดเลย แล้วพวกไวกิ้งสูงเกือบ 2 เมตรมันยัดลงมาได้ไง ถึงไงก็แล้วแต่ใช้เวลาบิน 10 กว่าชั่วโมงค่ะ ลงที่ Helsinki ค่ะ ลงไปก็ตื่นใจกับหิมะ เพราะมองออกไปเจอแต่หิมะถึงจะยังมืดอยู่ก็เหอะ จากนั้นก็ต้องเปลี่ยนเครื่องไปสวีเดนก่อน ไกด์กลัวไม่นานเลยต้องเดินออกไปขึ้นเครื่องเอง ลมแรกที่ปะทะหน้านี้ชาไปเลย ขนาดอากาศไม่ได้ติดลบนะ นั่งไปชั่วโมงเกือบสองก็ถึงสวีเดนกรุง Stockholm สนามบินสวยมากกกกกก งามเนี๊ยบ (ไม่เหมือนสนามบินในอิตาลีเลย) เนื่องจากคืนนี้ต้องขึ้นเรือเดินสมุทรข้ามกลับไปที่ Helsinki  (เอ๊ะ การเดินทางดูสับสน) เลยต้องแพคกระเป๋าเล็กออกมาก่อน เพราะกระเป๋าใหญ่จะยัดไว้ข้างล่าง แต่มีเซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น เพราะกระเป๋าใหญ่ของคนในทริปไม่มาอยู่คนนึง ดีว่า ทางไกด์แนะนำให้จัดกระเป๋าเล็กแยกไว้ เลยทำให้มีเสื้อหนาวติดมาบ้าง จากนั้นเราก็มุมหน้าเข้าเมือง

 

 

ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนรถหมีบ้าอยู่ไม่สุขเลยหันซ้ายหันขวามองหิมะตลอดทาง ขาวโพลนไปหมด บรรยากาศที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเราทำให้คิดได้ว่า โลกเรานี้มันกว้างใหญ่จริงๆ เลย แม่น้ำก็จับตัวเป็นน้ำแข็ง ถึงจะไม่ตลอดสายแต่ก็หนาขนาดลงไปเดินได้

Photobucket

 

 

เป้าหมายแรกที่ไป คือ City Hall แห่งกรุง Stockholm ทำไมต้องมาศาลาว่าการเมืองด้วย ที่อื่นน่าเที่ยวมีอีกตั้งเยอะ ถ้าเป็นเมืองอื่นก็พอเข้าใจค่ะ แต่สำหรับศาลาว่าการเมืองนี้มีความพิเศษก็คือ เป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัล Nobel โดยพิธีจะจัดอยู่ใน Blue Hall ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติค ที่คุณ Rangnar Ostberg ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของอิตาลี แต่ตอนสร้างคงลืมไปว่า อิตาลีมันเมืองร้อน แต่บ้านตัวเองเป็นเมืองหนาว พอสร้างไปได้ใกล้เสร็จก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เหมาะกับอากาศอันหนาวเหน็บ ส่วนขั้นบันไดที่หรูเลิศนั้น คุณรังนาร์กลัวสุภาพสตรีก็จะก้าวขึ้นลงไม่สง่า ตอนสร้างเลยให้ศรีภรรยานุ่งชุดเต็มยศเดินขึ้นเดินลงอยู่เป็นนานเพื่อจะได้กะระยะก้าวที่สมบรูณ์

 

Photobucket

 

 

กลับมาที่รางวัลโนเบลของนายโนเบล เป็นคนเก่งมากพูดได้หลายภาษา และคิดค้นไดนาไมต์ขึ้นมา คาดว่าผลพวงของไดนาไมต์ที่กลายเป็นอาวุธสงครามนั้นคงทำให้นายโนเบลกลัว เลยยกสมบัติสร้างมูลนิธิโนเบลขึ้นมาในปี 1896 โดยตั้งไว้ทั้งหมด 5 สาขา  นั้นคือ ฟิสิกส์ เคมี แพทย์ เศรษฐศาตร์ และวรรณกรรม 5ปีต่อมา คุณเลขาอยากจะรักษาภาพพจน์ให้เจ้านายเลยแนะว่า ให้แจกรางวัลสันติภาพด้วยก็ดีนะตั้งไว้กันเหนียวเรื่องไดนาไมต์อีกที ในตอนนั้นนอร์เวย์ยังอยู่ในเครือสวีเดนอยู่ นายโนเบลเลยบอกว่า งั้นไปจัดที่ออสโลว์ก็ได้ ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ อย่างที่ทราบกันว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นรางวัลที่มีบทบาทต่อสังคมในวงกว้างมากที่สุด เพราะงั้นพอสวีเดนจะขอคืนให้มาจัดที่สต็อคโฮมส์ นอร์เวย์ก็ได้แต่ส่ายหน้าเซย์โนเรื่องอะไรจะยอม

 

ใน Hall นี้จุคนได้ประมาณ 1,500 คน ทุกปีจะให้สิทธิ์นักศึกษาในแต่ล่ะสาขามาร่วมพิธีครั้งล่ะ 200 คน แต่ต้องใส่หมวกให้รู้ว่าเป็นนักศึกษา (กันผู้รวมงานหน้าแตกว่างั้นเหอะ)

 

นอกจาก Blue Hall แล้ว ด้านในยังมีห้องประชุมสภาที่สวยงามให้เราได้ชมกัน โดยห้องนี้ดึงเอาวิถีไวกิ้งโบราณมาเป็นแบบในการสร้าง โดยเลียนแบบการประชุมของไวกิ้งสมัยก่อนที่ให้คว่ำเรือ แล้วมุดไปประชุมกันใต้ท้องเรือ (กลัวใครแอบได้ยินหรือไง) เมื่อเรแหงนมองขึ้นไปจะเห็นเป็นโครงกระดูกงู ระบายเป็นท้องฟ้า ส่วนหอคอยที่ถ่ายรูปไว้แต่ด้านใน ลืมถ่ายด้านนอกนั้นมีความสูง 106เมตร สูงกว่าหอคอยของเดนมาร์คที่สูง 105 เมตร พูดง่ายๆ ข่มกันเห็นๆ

 

Photobucket

 

ไฮไลท์อีกอย่างของศาลาว่าการนี้ คือ ห้องทอง ต้องคาราวะในความอุตสาหะของช่างมาก เพราะสีทองระยิบในนี้คือทองคำเปลวประมาณ 19 ล้านชิ้น

 

 

 

 

 

 

จากนั้นหมีบ้าก็เดินทางไปที่ Vasa Museum กันต่อ ตอนแรกก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ทำไมต้องพามาดูซากเรือ แต่พอมาแล้วก็เข้าใจว่า เค้าให้มาดูความยิ่งใหญ่ในอดีต เพราะเรือ Vasa เป็นเรือเดินสมทรจากศตวรรษที่16 ที่มีความสมบรูณ์มากที่สุด จมอยู่ในทะลกว่า333ปี ถึงจะมีคนไปกู้ขึ้นมา ถึงแม้เรือจะดูยิ่งใหญ่มาก แต่ประวัติมันน่าอายสุดเลยๆ เพราะคนสร้างบ้าพลัง จะสร้างเรือไปสู้กับสเปน เลยจัดหนัดอัดเต็มทั้งเสาเรือ ทั้งปืนใหญ่ สร้างนานหลายปีอยู่กว่าจะเสร็จในปี 1628 ชาวสวีเดนก็โห่ร้องดีใจมาก แต่ปล่อยเรือได้ไม่พ้นอ่าวก็ล่มซะแล้ว (เรือล่มปากอ่าวของจริง) กษัตริย์ในตอนนั้นก็อายอ่ะ ทุ่มเงินไปตั้งเยอะ ลอยไปไม่กี่กิโลก็จม แถมเสาสามต้นก็ลอยพ้นน้ำให้เห็นอยู่ทุกวัน จนต้องสั่งให้คนไปเลื่อยเสาทิ้ง ไม่ต้องไปกงไม่กู้มันขึ้นมาหรอก แล้วก็ลบเลือนเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนี้ไป จนกระทั่งมีคนไปค้นเจอประวัติแล้วก็เริ่มทำการค้นหาและกู้ซากเรือขึ้น และโชคดีที่เรือมันล่มปากอ่าว น้ำก็เลยเป็นน้ำกร่อยทำให้รักษาสภาพเรือไว้ได้ค่อนข้างสมบรูณ์ แต่ก็ต้องใช้เวลากว่า16 ปีในการกู้และคืนสภาพเรือ

Photobucket

 

 

 

ต่อจากนั้นก็กินข้าวเดินเล่นในเมืองกัน แต่ว่าอากาศไม่ค่อยดีขมุกขมัวหน่อยๆ ในเมืองนั้นจะแบ่งออกเป็น 2​โซน เมืองเก่ากับเมืองใหม่ แต่ไกด์ดันมาปล่อยลงตรงเมืองใหม่ พอแม่ๆเห็น H&M กะ ZARA ก็พุ่งกันไปเลยค่ะ แถมหิมะเริ่มละลายถนนเลยซกมกๆหน่อย ถ่ายรูปไม่ค่อยสวย (มือไม่ถึงเองแต่อ้าง) 

 

 

 วันนั้นเป็นวันวาเลนไทน์พอดี สัญญานไฟจราจรเลยเป็นรูปหัวใจ กระแดะมากกกก ชอบPhotobucket

แล้วก็ต้องรีบออกไปท่าเรือเพราะว่า คืนนี้ต้องเดินทางกลับไปที่ฟินแลนด์อีกรอบ โดยการนั่งเรือเดินสมุทร Silja Line อ่านว่า ซีลเลีย นะจ๊ะ เกิดมาไม่เคยขึ้นอ่ะ พอเข้าไปแล้วก็ตื่นตะลึงกันทีเดียว เพราะเข้าไปแล้วเมืองเข้าไปในโรงแรมที่มีห้างเลย หน้าตื่นตามาก แต่เนื่องจากหมีบ้ามาเป็นติ่งเสริมเลยต้องนอนห้องเตียง 4 ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุด คนอื่นๆ นอนห้องสวยๆข้างบนกันหมด แต่ว่าสภาพห้องดีมากค่ะ ไม่แคบเท่าไหร่ ห้องอาบน้ำสะดวกสบายสุดๆ แถมนอกหน้าต่างก็มองเห็นทะเลที่มีแผ่นน้ำแข็งเกาะอยู่ตลอดทางด้วย

 

 
Photobucket
 

 

เสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้เดินเที่ยวในสต็อคโฮมส์อย่างที่หวัง แต่ก็ต้องทำใจอ่ะมากับทัวร์ก็งี้แหละ ถึงแม้ว่าเมืองนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ 70 กว่าแห่งก็ต้องทำใจ หนีไปก็ไม่ได้ ได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะเก็บตังค์มาเองให้

 

เดี๋ยวเอนทรีหน้าจะพาไปขึ้นฝั่งที่ฟินแลนด์เน้อ

 

 

edit @ 12 Apr 2012 12:05:47 by tapum

edit @ 12 Apr 2012 12:06:53 by tapum