ปัดฝุ่นหนาๆ ออกจากบลอค ไม่ได้อัพบลอคเที่ยวนานมากกกกก ทั้งๆ ที่ช่วงปีที่ผ่านมา ไปเที่ยวมาก็หลายอยู่ เพราะมัวแต่ไปคลุกอยู่กะอีก 1 โปรเจ็ต แต่ไหนๆ เพิ่งไปสแกนดิเนเวียมาก็อยากจะเขียนเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันลืม เพราะการจะไปเที่ยวแถวยุโรปเหนือคงไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆ

 

 

ทริปนี้เกิดขึ้นได้ด้วยใบบุญมารดาค่ะ ไม่รู้เพราะมารดาเอารูปหิมะไปให้บิดาเยอะเกินไปหรือเปล่า พอหมีบ้าลองสะกิดขอไปด้วย บิดาเลยตกลงให้ไปดูแลมารดาในทริปนี้ จริงๆ ก่อนหน้านี้ ทริปนี้เกือบล่มไปเพราะคนไม่พอ ตอนนั้นหมีบ้าก็แอบแช่งให้ล่ม เพราะอยากไปด้วย แต่ไม่กล้าขอ ทำไปทำมามารดาใช้วิธีไหนไม่รู้ จะไปให้ได้ หมีบ้าเลยสบโอกาสได้เป็นข้ารองบาทมาราดาเกาะล้อเครื่องบินไปลุยหิมะกะเค้าด้วย

 

 

 

ก่อนขึ้นเครื่องขออธิบายความแตกต่างระหว่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก และสแกนดิคว่ามีความแตกต่างยังไง ทั้งๆ ทีมันก็เป็นยุโรปเหนือเหมือนกัน

 

กลุ่มประเทศนอร์ดิค คือกลุ่มยุโรปเหนือรวมไปถึงโซนอาร์ติคเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศ เดนมาร์ค สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และกลุ่มประเทศเกาะอีก 4 เกาะ คือ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ เกาะ Faroe และ Åland รวมกันทั้งหมด 8 ประเทศ ในขณะที่กลุ่มสแกนดิเนเวีย จะนับเพียงสีประเทศแรก ซึ่งฟินแลนด์นับเข้ามาภายหลัง เพราะก่อนหน้านี้เคยตกอยู่ใต้อำนาจของรัสเซีย และขึ้นชื่อว่ายุโรปเหนือแน่นอนว่าหนาวชัวร์ๆ

 

 

 

 

ทริปที่ไปอยู่ในช่วงที่หนาวที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ หิมะกำลังหนา น้ำแข็งเป็นแผ่นเลย แถมปีนี้ในยุโรปนั้นหนาวยาวหนาวผิดปกติในหลายประเทศ แบบที่ไม่เคยหนาวขนาดนี้มากก่อน ก่อนไปเที่ยวก็กลัวอยู่เพราะ คุณไกด์บอกว่า อากาศที่จะไปนั้นอยู่ที่ 5 ถึง -15 โอ้ววววแม่เจ้าาาา ทำไมมันห่างกันขนาดนี้ เคยไปหนาวสุดที่ฮอคไกโดก็ไม่ถึง -10 อุ่นๆที่ -5 จากหมีแพนด้าจะกลายเป็นหมีขาวก็งวดนี้แหละ เพราะเหตุนี้ก่อนไปเที่ยว 3 สัปดาห์ต้องมาค่อยนั่งเช็คอากาศให้แม่ตลอด แต่กลายเป็นว่าประเทศอื่นๆ ที่หนาวผิดปกติกัน ที่สแกนดิเนเวียกลับอุ่นกว่าทุกปี เพราะจริงๆ แล้วช่วงเดือนกุมภาแถบนี้ต้องหนาวตั้งแต่ -30 ขึ้นไป อืออออ ฟังแล้วอุ่นใจขึ้นเย๊อะ

 

ส่วนเส้นทางการเดินทางทริปนี้ คือ สวีเดน - ฟินแลนด์ จ้าาาา ตอนแรกสงสัยทำไมไม่ไปนอร์เวย์ และหนาวขนาดนี้จะเดินทางไปทำไม คุณไกด์ก็ให้ความกระจ่างว่า นอร์เวย์เค้าไปหน้าร้อน ส่วนที่ต้องมาฟินแลนด์หน้าหนาวเพราะไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี้ ถ้าหน้าร้อนจะมาฟินแลนด์ให้ไปเที่ยวยุโรปแถวสวิสก็ได้

 

 

เดินทางกันตอนดึกๆ นั่งเครื่องบินสายการบิน Finnair กราฟฟิคของสายการบินน่ารักสวยงามสมกับเป็นประเทศแห่งการออกแบบจริงๆเลย แต่พอนั่งแล้วก็ได้แต่สงสัยว่า ทำไมฝรั่งตัวใหญ่ถึงทำเก้าอี้เล่นจังว่ะ เอเชียอ้วนๆ อย่างเรานั่งยังอึดอัดเลย แล้วพวกไวกิ้งสูงเกือบ 2 เมตรมันยัดลงมาได้ไง ถึงไงก็แล้วแต่ใช้เวลาบิน 10 กว่าชั่วโมงค่ะ ลงที่ Helsinki ค่ะ ลงไปก็ตื่นใจกับหิมะ เพราะมองออกไปเจอแต่หิมะถึงจะยังมืดอยู่ก็เหอะ จากนั้นก็ต้องเปลี่ยนเครื่องไปสวีเดนก่อน ไกด์กลัวไม่นานเลยต้องเดินออกไปขึ้นเครื่องเอง ลมแรกที่ปะทะหน้านี้ชาไปเลย ขนาดอากาศไม่ได้ติดลบนะ นั่งไปชั่วโมงเกือบสองก็ถึงสวีเดนกรุง Stockholm สนามบินสวยมากกกกกก งามเนี๊ยบ (ไม่เหมือนสนามบินในอิตาลีเลย) เนื่องจากคืนนี้ต้องขึ้นเรือเดินสมุทรข้ามกลับไปที่ Helsinki  (เอ๊ะ การเดินทางดูสับสน) เลยต้องแพคกระเป๋าเล็กออกมาก่อน เพราะกระเป๋าใหญ่จะยัดไว้ข้างล่าง แต่มีเซอร์ไพรส์ให้ใจเต้น เพราะกระเป๋าใหญ่ของคนในทริปไม่มาอยู่คนนึง ดีว่า ทางไกด์แนะนำให้จัดกระเป๋าเล็กแยกไว้ เลยทำให้มีเสื้อหนาวติดมาบ้าง จากนั้นเราก็มุมหน้าเข้าเมือง

 

 

ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนรถหมีบ้าอยู่ไม่สุขเลยหันซ้ายหันขวามองหิมะตลอดทาง ขาวโพลนไปหมด บรรยากาศที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับบ้านเราทำให้คิดได้ว่า โลกเรานี้มันกว้างใหญ่จริงๆ เลย แม่น้ำก็จับตัวเป็นน้ำแข็ง ถึงจะไม่ตลอดสายแต่ก็หนาขนาดลงไปเดินได้

Photobucket

 

 

เป้าหมายแรกที่ไป คือ City Hall แห่งกรุง Stockholm ทำไมต้องมาศาลาว่าการเมืองด้วย ที่อื่นน่าเที่ยวมีอีกตั้งเยอะ ถ้าเป็นเมืองอื่นก็พอเข้าใจค่ะ แต่สำหรับศาลาว่าการเมืองนี้มีความพิเศษก็คือ เป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัล Nobel โดยพิธีจะจัดอยู่ใน Blue Hall ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรแมนติค ที่คุณ Rangnar Ostberg ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของอิตาลี แต่ตอนสร้างคงลืมไปว่า อิตาลีมันเมืองร้อน แต่บ้านตัวเองเป็นเมืองหนาว พอสร้างไปได้ใกล้เสร็จก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เหมาะกับอากาศอันหนาวเหน็บ ส่วนขั้นบันไดที่หรูเลิศนั้น คุณรังนาร์กลัวสุภาพสตรีก็จะก้าวขึ้นลงไม่สง่า ตอนสร้างเลยให้ศรีภรรยานุ่งชุดเต็มยศเดินขึ้นเดินลงอยู่เป็นนานเพื่อจะได้กะระยะก้าวที่สมบรูณ์

 

Photobucket

 

 

กลับมาที่รางวัลโนเบลของนายโนเบล เป็นคนเก่งมากพูดได้หลายภาษา และคิดค้นไดนาไมต์ขึ้นมา คาดว่าผลพวงของไดนาไมต์ที่กลายเป็นอาวุธสงครามนั้นคงทำให้นายโนเบลกลัว เลยยกสมบัติสร้างมูลนิธิโนเบลขึ้นมาในปี 1896 โดยตั้งไว้ทั้งหมด 5 สาขา  นั้นคือ ฟิสิกส์ เคมี แพทย์ เศรษฐศาตร์ และวรรณกรรม 5ปีต่อมา คุณเลขาอยากจะรักษาภาพพจน์ให้เจ้านายเลยแนะว่า ให้แจกรางวัลสันติภาพด้วยก็ดีนะตั้งไว้กันเหนียวเรื่องไดนาไมต์อีกที ในตอนนั้นนอร์เวย์ยังอยู่ในเครือสวีเดนอยู่ นายโนเบลเลยบอกว่า งั้นไปจัดที่ออสโลว์ก็ได้ ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆ อย่างที่ทราบกันว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นรางวัลที่มีบทบาทต่อสังคมในวงกว้างมากที่สุด เพราะงั้นพอสวีเดนจะขอคืนให้มาจัดที่สต็อคโฮมส์ นอร์เวย์ก็ได้แต่ส่ายหน้าเซย์โนเรื่องอะไรจะยอม

 

ใน Hall นี้จุคนได้ประมาณ 1,500 คน ทุกปีจะให้สิทธิ์นักศึกษาในแต่ล่ะสาขามาร่วมพิธีครั้งล่ะ 200 คน แต่ต้องใส่หมวกให้รู้ว่าเป็นนักศึกษา (กันผู้รวมงานหน้าแตกว่างั้นเหอะ)

 

นอกจาก Blue Hall แล้ว ด้านในยังมีห้องประชุมสภาที่สวยงามให้เราได้ชมกัน โดยห้องนี้ดึงเอาวิถีไวกิ้งโบราณมาเป็นแบบในการสร้าง โดยเลียนแบบการประชุมของไวกิ้งสมัยก่อนที่ให้คว่ำเรือ แล้วมุดไปประชุมกันใต้ท้องเรือ (กลัวใครแอบได้ยินหรือไง) เมื่อเรแหงนมองขึ้นไปจะเห็นเป็นโครงกระดูกงู ระบายเป็นท้องฟ้า ส่วนหอคอยที่ถ่ายรูปไว้แต่ด้านใน ลืมถ่ายด้านนอกนั้นมีความสูง 106เมตร สูงกว่าหอคอยของเดนมาร์คที่สูง 105 เมตร พูดง่ายๆ ข่มกันเห็นๆ

 

Photobucket

 

ไฮไลท์อีกอย่างของศาลาว่าการนี้ คือ ห้องทอง ต้องคาราวะในความอุตสาหะของช่างมาก เพราะสีทองระยิบในนี้คือทองคำเปลวประมาณ 19 ล้านชิ้น

 

 

 

 

 

 

จากนั้นหมีบ้าก็เดินทางไปที่ Vasa Museum กันต่อ ตอนแรกก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ทำไมต้องพามาดูซากเรือ แต่พอมาแล้วก็เข้าใจว่า เค้าให้มาดูความยิ่งใหญ่ในอดีต เพราะเรือ Vasa เป็นเรือเดินสมทรจากศตวรรษที่16 ที่มีความสมบรูณ์มากที่สุด จมอยู่ในทะลกว่า333ปี ถึงจะมีคนไปกู้ขึ้นมา ถึงแม้เรือจะดูยิ่งใหญ่มาก แต่ประวัติมันน่าอายสุดเลยๆ เพราะคนสร้างบ้าพลัง จะสร้างเรือไปสู้กับสเปน เลยจัดหนัดอัดเต็มทั้งเสาเรือ ทั้งปืนใหญ่ สร้างนานหลายปีอยู่กว่าจะเสร็จในปี 1628 ชาวสวีเดนก็โห่ร้องดีใจมาก แต่ปล่อยเรือได้ไม่พ้นอ่าวก็ล่มซะแล้ว (เรือล่มปากอ่าวของจริง) กษัตริย์ในตอนนั้นก็อายอ่ะ ทุ่มเงินไปตั้งเยอะ ลอยไปไม่กี่กิโลก็จม แถมเสาสามต้นก็ลอยพ้นน้ำให้เห็นอยู่ทุกวัน จนต้องสั่งให้คนไปเลื่อยเสาทิ้ง ไม่ต้องไปกงไม่กู้มันขึ้นมาหรอก แล้วก็ลบเลือนเรื่องราวเกี่ยวกับเรือนี้ไป จนกระทั่งมีคนไปค้นเจอประวัติแล้วก็เริ่มทำการค้นหาและกู้ซากเรือขึ้น และโชคดีที่เรือมันล่มปากอ่าว น้ำก็เลยเป็นน้ำกร่อยทำให้รักษาสภาพเรือไว้ได้ค่อนข้างสมบรูณ์ แต่ก็ต้องใช้เวลากว่า16 ปีในการกู้และคืนสภาพเรือ

Photobucket

 

 

 

ต่อจากนั้นก็กินข้าวเดินเล่นในเมืองกัน แต่ว่าอากาศไม่ค่อยดีขมุกขมัวหน่อยๆ ในเมืองนั้นจะแบ่งออกเป็น 2​โซน เมืองเก่ากับเมืองใหม่ แต่ไกด์ดันมาปล่อยลงตรงเมืองใหม่ พอแม่ๆเห็น H&M กะ ZARA ก็พุ่งกันไปเลยค่ะ แถมหิมะเริ่มละลายถนนเลยซกมกๆหน่อย ถ่ายรูปไม่ค่อยสวย (มือไม่ถึงเองแต่อ้าง) 

 

 

 วันนั้นเป็นวันวาเลนไทน์พอดี สัญญานไฟจราจรเลยเป็นรูปหัวใจ กระแดะมากกกก ชอบPhotobucket

แล้วก็ต้องรีบออกไปท่าเรือเพราะว่า คืนนี้ต้องเดินทางกลับไปที่ฟินแลนด์อีกรอบ โดยการนั่งเรือเดินสมุทร Silja Line อ่านว่า ซีลเลีย นะจ๊ะ เกิดมาไม่เคยขึ้นอ่ะ พอเข้าไปแล้วก็ตื่นตะลึงกันทีเดียว เพราะเข้าไปแล้วเมืองเข้าไปในโรงแรมที่มีห้างเลย หน้าตื่นตามาก แต่เนื่องจากหมีบ้ามาเป็นติ่งเสริมเลยต้องนอนห้องเตียง 4 ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุด คนอื่นๆ นอนห้องสวยๆข้างบนกันหมด แต่ว่าสภาพห้องดีมากค่ะ ไม่แคบเท่าไหร่ ห้องอาบน้ำสะดวกสบายสุดๆ แถมนอกหน้าต่างก็มองเห็นทะเลที่มีแผ่นน้ำแข็งเกาะอยู่ตลอดทางด้วย

 

 
Photobucket
 

 

เสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้เดินเที่ยวในสต็อคโฮมส์อย่างที่หวัง แต่ก็ต้องทำใจอ่ะมากับทัวร์ก็งี้แหละ ถึงแม้ว่าเมืองนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ 70 กว่าแห่งก็ต้องทำใจ หนีไปก็ไม่ได้ ได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะเก็บตังค์มาเองให้

 

เดี๋ยวเอนทรีหน้าจะพาไปขึ้นฝั่งที่ฟินแลนด์เน้อ

 

 

edit @ 12 Apr 2012 12:05:47 by tapum

edit @ 12 Apr 2012 12:06:53 by tapum

Comment

Comment:

Tweet

อากาศกลับตาลปัตรกันไปหมดแล้ว
ไอ้ที่ที่เคยหนาวกลับอุ่นขึ้น ไอ้ที่ที่ร้อนอย่างเมืองไทย ก็ร้อนมากขึ้น ตึ่งงง...

ประเทศแถบนี้ คงจะอากาศเย็นทั้งปี
ช่วงหน้าหนาวก็คงจะหนาวจนตับแข็งเหมือนกันเน้าะ

รอเอนทรี่ฟินแลนด์ ฟินแลนด์ช่างเป็นประเทศที่แค่เห็นชื่อประเทศก็รู้สึกฟินแล้วค่า ฮาาาาาา

#15 By Rhizopus ❤ on 2012-04-27 03:30

เที่ยวแต่แถบเอเชีย ไม่ค่อยเจอหิมะ
ที่จีนตอนนี้ก็เริ่มร้อนแล้ว
รูปสวยค่ะ เห็นแล้วอยากไปเที่ยวบ้างbig smile

#14 By Ala on 2012-04-25 19:13

ได้แนะนำบล็อกใน Exteen Brief วันนี้นะคะ ขอบคุณมากที่เขียนเรื่องน่าสนใจให้อ่านค่ะ

http://community.exteen.com/20120425/exteen-brief-250412

#13 By เมพหมี shakri on 2012-04-25 15:14

ว้าว สวยมากๆเลยอ่ะค่ะ Hot! Hot!

#12 By PairFanger on 2012-04-25 13:05

น่าเที่ยวค่ะอยากเห็ฯว่าเรือ VAsa จะใหญ่แค่ไหน ^^ ชอบเรือสมันก่อนค่ะ แต่ถ้ามันใหญ่มากจริงๆ คงเห็นแล้วขนลุกจนไม่ชอบ (ฮ่าๆๆๆๆ)

#11 By Domino on 2012-04-25 06:44

น่าดีใจจริงๆที่คุณได้สัมผัสบรรยากาศเย็นๆ ที่สวยๆ ยินดีด้วยจริงๆเน้อ
เพราะตอนนี้ เมืองไทย จะป็นวันลิ้นห้อยทุกวันแล้ว
ร้อนโครตเมืองไทยconfused smile sad smile Hot!

#10 By yo on 2012-04-25 01:19

อิจฉาจังเลยครับได้ไปเสียไกลเชียวbig smile

#9 By CGshelf on 2012-04-24 19:44

เพิ่งเคยได้ยินเรื่องของเรือนี้นะนี่ อ่านประวัติแล้วเสียดายแทน แต่ว่ามันถูกรักษาได้ดูสมบูรณ์ดีจริงๆ

#8 By φυβλας on 2012-04-24 18:07

คิดถึงสวีเดนตอนหน้าหนาวจัง อยากไปๆ big smile

ไปเที่ยวกับทัวร์ก็ดีอย่างค่ะ ได้ความรู้เยอะ เข้าพิพิธภัณฑ์โน่นนี่ เราไปเองเลยได้แต่เดินเล่นข้างนอกเฉยๆ ถือว่าเปลี่ยนที่เดินเล่น sad smile

ไฟจราจรรูปหัวใจ เพิ่งรู้ว่าประเทศนี้ก็โรแมนติคกับเค้าด้วย (นึกว่าอีโรติคเป็นอย่างเดียว open-mounthed smile )Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วอยากไปบ้าง
จะคอยอ่านตอนต่อไปนะคะsurprised smile

#6 By iWater on 2012-04-14 20:23

น่าไปมากเลย รูปก็สวยมากจ้า
(แอบพิมพ์ผิดเยอะนะคะ เหะๆ cry)
จะรออ่านทริปฟินแลนด์จ้ะ

#5 By เห็ด rosy on 2012-04-14 10:18

อ่านแล้วค่อยรู้สึกเย็นขึ้นมาหน่อย ฮาาา

#4 By chibi on 2012-04-13 13:09

อากาสแบบนี้..อยากเจอหิมะ..sad smile

#3 By wesong on 2012-04-13 11:57

ตอนนี้ร้อนมากมาย ขอหนาวบ้าง

#2 By [ANA]* on 2012-04-12 21:22

ว้าว~ เพิ่งเคยเห็นและรู้ว่ารับรางวัลโนเบลที่ไหน (นึกถึงเชลดอนขึ้นมาเลย)

รอติดตามต่อตอนต่อไปอยู่นะจ๊ะ cry

#1 By dajirin on 2012-04-12 16:08