พิพิธภัณฑ์ที่เศร้าที่สุดในโลก

โอเค สำหรับหมีบ้าล่ะนะ เกิดมาไม่เคยไปสถานที่ไหนที่มันเศร้าได้ขนาดนี้

Warning: ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เศร้าด้วยเตือนแล้วนะ

ก่อนจะกล่าวบทไป ย้อนความเล็กน้อย แต่น่าจะยาว (เอ๊ะ อีนี้สับสน) ทริปนี้เป็นทริปลงไปฮิโรชิม่าคะ หลังจากที่หายหัวหมีไปหลายวัน

 

ย้อนกลับไปห้าวันก่อน มีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เพราะเพื่อนหนึ่งหน่วยลืมตื่นมาเที่ยว ทำเอาจะหวิดตกชินกังเซ็น ดีว่าเพื่อนมาส่งอยู่คน เลยต้องเป็นม้าใช้ไล่ให้ไปปลุกมา

คันที่กะลังจะพาคณะทัวร์ไปฮิโรชิม่า จากโตเกียวไปฮิโรชิม่า ใช้เวลาประมาณ สี่ชั่วโมง

ระหว่างทาง

ถ้าพูดถึงฮิโรชิม่า สัญลักษณ์ที่นึกขึ้นได้มีอยู่สองอย่าง คือ ใบเมเปิ้ลและนกกระเรียน

 

หน้าตาคณะทัวร์คะ พยายามมองกันให้ออกนะ

ฮิโรชิม่าเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว นอกจากนั้นยังคงมีรถรางวิ่งอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเป็นทางคมนาคมสายหลักเลยทีเดียว

 

ก่อนไปเที่ยวก็ต้องเติมพลังกันหน่อยด้วย ฮิโรชิม่ายากิ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ แล้วมันแตกต่างกับโอโคโนมิยากิทั่วๆ ไปตรงที่เขาใส่เส้นโซบะเพิ่มความอืดลงไปด้วยคะ ร้านที่ไปกินชื่อร้าน 
Micchan ซึ่งติด1ใน3 ของฮิโรชิม่า (แต่ว่า ไม่ค่อยปลื้มอ่ะ มันอืดดดด)

 

หลังจากนั้นหมีบ้าและคณะก็เดินเท้าไปสู่
Genbaku Dome หรือ Hiroshima Peace Memorial ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก หลังจากการทิ้งระเบิดปรามณูสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

 

วินาทีเเรกที่เห็นซากโดมแล้ว ความรู้สึกมันหนักอึ้งมากๆ จากที่เคยเห็นแต่ภาพถ่าย หรือวิดีโอคลิป ก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกเมื่อได้มาเห็นของจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า ว่าสถานที่แห่งนี้เคยผ่านพบกับเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ซึ่งห่างจากจุดทิ้งระเบิดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ยังคงยืนหยัดอยู่ เหมือนจะบอกกับทุกๆ คนว่า ฉันจะเป็นพยานให้ทุกๆ คน ได้รับรู้ในสิ่งเกิดขึ้นวันนั้น เวลานั้น ว่าต้องมีกี่หมื่นแสนชีวิตที่ต้องหายวับไปกับตา

กับคำว่าสงคราม

 

 

สถานที่แห่งนี้ ถูกตั้งให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความสงบสุข และการต่อต้านอาวุธปรามณู

 

บริเวณรอบๆ เราจะได้เห็นนกกระเรียนแห่งสันติภาพอยู่มากมาย

 

 

หลังจากนั้นหมีบ้าก็เดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ จน Children's Peace Monument ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเด็กๆที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งรูปปั้นเด็กสาวด้านบนได้รับแรงบันดาลใจมากจากเรื่องจริงของเด็กหญิง ซาซากิ ซาดาโกะ เจ้าของเรื่องราวนกกระเรียนพันตัว

 

 

ข้างหลังจะมีระฆังสันติภาพที่ยังคงดังให้ได้ยินกันอยู่ ซึ่งทุกๆ คนหวังให้สันติภาพมาถึงในเร็ววันเหมือนกันทุกคน

 

บริเวณตู้กระจกด้านหลัง คือตู้เก็บนกกระเรียนจากทั่วโลก ที่เหล่าเด็กๆ ส่งมาเพื่อสันติภาพ

 

มาถึงตรงนี้ก็นึกถึงเพลงกล้วยไข่ของเฉลียงในตอนขึ้นที่ว่า

"เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม"

 

ถึงแม้นกกระเรียนทั้งหลายจะมีสีสันที่สดใส แต่จุดกำเนิดของมันกลับตรงกันข้าม

 

พามาส่ง

 

เปลวไฟเห็นสันติภาพ ซึ่งถูกจุดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี
1964 เพื่อเป็นย้ำเตือนการทำลายล้างของระเบิดปรามณู และผลักดันในปรามณูหมดไปจากโลก

 

 

จากนั้นเราก็เดินข้ามตัดสวนเพื่อจะตรงไปยังพิพิธภัณฑ์
Peace Memorial บริเวณด้านหน้ามี genbaku shibotsu-sha ireihi หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างเป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

เมื่อมองผ่านเข้าไปจะเห็น
Genbaku Dome อยู่ตรงกลาง

 

ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ราคาแค่
50 เยน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ทั่วๆ ไป แต่หมีคิดว่า เขาไม่ได้อยากเก็บมาเพื่อการค้าหรอก แค่เป็นค่าทะนุบำรุงสถานที่มากกว่า สิ่งที่เขาต้องการคือ ต้องการให้คนเข้ามาชมเยอะๆ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของมนุษย์ เพื่อให้เห็นความร้ายแรงและผลที่เกิดตามมาจากสงคราม

 

จากทางเข้าจะเริ่มต้นจากภาพรวมของการทิ้งปรามณูทั้งหมด ก่อนจะพาเข้าไปชมความเป็นมาของเมืองฮิโรชิม่า ไปเรื่อยๆ

จากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเล่าถึงสาเหตุว่า เพราะอะไรฮิโรชิม่าถึงถูกเลือกให้เป็นจุดทิ้งปรามณูจุดแรก (เป้าหมายมีทั้งหมด สี่ที่ด้วยกัน)

 

สาเหตุเนื่องมาจาก ฮิโรชิม่าในขณะนั้นเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตยุทธโธปกรณ์ในการรบที่สำคัญ แต่ที่ถูกเลือกเป็นที่แรก เพราะว่า ฮิโรชิม่า ไม่มีแคม์ปกักขังนักโทษสงคราม (อ่านตรงนี้แล้วโคตรยิ๊ด แม่งเอ๊ยยยยย อเมริกา)

 

ปี
1945 เดือน 8 วันที่ 6 เวลา 8นาฬิการ 15นาที คือเวลาที่โลกเปลี่ยนไป

 

จากเมืองที่อุดมสมบรูณ์ ผู้คนใช้ชีวิตมากมายกว่า
3แสนชีวิต

 

แค่พริบตาเดียว

 

ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา

 

ในหอ มีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นว่า วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าใส ไร้เมฆหมอก หลายๆ คนเริ่มต้นวันใหม่ เพื่อทำกิจวัตรตามปกติ เพียงแต่ว่า ทุกๆ อย่าง ไม่เหมือนเดิม หลังจากเข็มนาฬิกาเลื่อนผ่านไป

 

นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายหลังจากเหตุการณ์ครั้ง แทบทุกคนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่ทุกคนเห็นคือระเบิดดอกเห็ดใหญ่ยักษ์กลางท้องฟ้า

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว
140,000คน เมื่อผ่านเข้าสู่ปี 1946 ซึ่งไม่นับรวมถึงผู้ได้รับรังสีและต้องป่วยทรมานเรื้อรังอีกนานหลายปี

 

ซึ่งตัวต้นเหตุคือเจ้าระเบิดปรามณูที่มีชื่อเล็กน่ารักว่า
Little boy ซึ่งมีพี่น้องที่ชื่อน่ารักพอๆ กันว่า Fat Man ที่ไปคร่าชีวิตคนต่อที่นางาซากิ ด้วยหัวระเบิดน้ำหนักเพียง 600 มิลลิกรัม สามารถสร้างพลังงานมหาศาลได้เท่ากับระเบิด TNT 13-18ตัน และสาเหตุที่นางาซากิโดนบอมบ์เพราะญี่ปุ่นยังคงยืนยันจะดึงรัสเซียเข้ามาเป็นพวก (ยิ๊ดอีกแล้ว ไอ้จักรพรรดิ) อเมริกาเลยต้องบอมบ์ไปหยุด (ยิ๊ดสุดท้าย ไอ้อเมริกาาาาาา)

 

 

นี่คือ จดหมายที่ผู้ว่าการจังหวัดฮิโรชิม่าส่งไปถึงทุกๆ ประเทศที่ทำการทดลองปรามณู โดยเนื้อหาโดยรวมคือ ได้โปรดหยุดสิ่งที่ทำอยู่ เราไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮิโรชิม่าขึ้นซ้ำสอง และขอให้สันติภาพเกิดกับมวลมนุษย์

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ยังหรอกนะ โซนต่อไปต่างหากที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เศร้าที่สุดในโลก (ของหมี) แต่ไม่ค่อยมีรูปหรอกคะ ไม่กล้าถ่าย กลัว เพราะแค่ทางเข้า เขาก็ทำเป็นซากตึกปรักหักพังรอไว้แล้ว แถมเปิดรับด้วยรูปถ่ายระเบิดดอกเห็ด แค่พอเลี้ยวเข้าไปก็จะเจอหุ่นจำลองมนุษย์ที่อาบไฟและรังสีจากปรามณูนั้นแล้ว

 

จุดศูนย์กลางระเบิดมีความร้อนถึง
4000 องศา ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นกระเบื้องละลาย หรือขวดหมึกที่หลอมละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว แล้วจะนับภาษาอะไรกับเนื้อหนังมนุษย์

 

ในโซนนี้จะนำเสนอสิ่งของที่เหลือรอดจากเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา จักรยานสามล้อ หรือกล่องข้าวดำ ซึ่งข้างในไหม้เป็นก้อนแข็งไปหมด เสื้อผ้าบางส่วนจากผู้เสียชีวิต มีแม้กระทั่งซากอิฐที่มีรอยเงาของใครสักคนนั่งอยู่ในเวลานั้น

 

จับไปแล้ว ไม่รู้ว่ายังจะมีรังสีหลงเหลืออยู่เปล่านะ

 

มีหลายๆ ส่วนที่ไม่กล้ามอง ไม่ว่าจะเป็นภาพของผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ภาพเสื้อผ้าที่หลอมละลายไปกับเนื้อ หรือผู้ป่วยที่นอนรอความตายด้วยความไม่รู้

 

หมีคิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินนิทานเรื่องนกกระเรียนพันตัวไม่มากก็น้อย ในนิทานเล่าถึงเด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เด็กน้อยเชื่อว่าถ้าเธอพับนกกระเรียนได้ถึงพันตัว เธอจะหายและสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็เธอกลับเสียชีวิตไปก่อนที่จะพับมันถึงพันตัว

 

เรื่องร