พิพิธภัณฑ์ที่เศร้าที่สุดในโลก
posted on 03 Oct 2008 16:02 by tapum in Travelingพิพิธภัณฑ์ที่เศร้าที่สุดในโลก
โอเค สำหรับหมีบ้าล่ะนะ เกิดมาไม่เคยไปสถานที่ไหนที่มันเศร้าได้ขนาดนี้
Warning: ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เศร้าด้วยเตือนแล้วนะก่อนจะกล่าวบทไป ย้อนความเล็กน้อย แต่น่าจะยาว (เอ๊ะ อีนี้สับสน) ทริปนี้เป็นทริปลงไปฮิโรชิม่าคะ หลังจากที่หายหัวหมีไปหลายวัน
ย้อนกลับไปห้าวันก่อน มีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เพราะเพื่อนหนึ่งหน่วยลืมตื่นมาเที่ยว ทำเอาจะหวิดตกชินกังเซ็น ดีว่าเพื่อนมาส่งอยู่คน เลยต้องเป็นม้าใช้ไล่ให้ไปปลุกมา
![]()
คันที่กะลังจะพาคณะทัวร์ไปฮิโรชิม่า จากโตเกียวไปฮิโรชิม่า ใช้เวลาประมาณ สี่ชั่วโมง
![]()
ระหว่างทาง
![]()
ถ้าพูดถึงฮิโรชิม่า สัญลักษณ์ที่นึกขึ้นได้มีอยู่สองอย่าง คือ ใบเมเปิ้ลและนกกระเรียน
![]()
หน้าตาคณะทัวร์คะ พยายามมองกันให้ออกนะ
![]()
ฮิโรชิม่าเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว นอกจากนั้นยังคงมีรถรางวิ่งอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเป็นทางคมนาคมสายหลักเลยทีเดียว
![]()
หลังจากนั้นหมีบ้าและคณะก็เดินเท้าไปสู่ Genbaku Dome หรือ Hiroshima Peace Memorial ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก หลังจากการทิ้งระเบิดปรามณูสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
![]()
วินาทีเเรกที่เห็นซากโดมแล้ว ความรู้สึกมันหนักอึ้งมากๆ จากที่เคยเห็นแต่ภาพถ่าย หรือวิดีโอคลิป ก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกเมื่อได้มาเห็นของจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า ว่าสถานที่แห่งนี้เคยผ่านพบกับเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ซึ่งห่างจากจุดทิ้งระเบิดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ยังคงยืนหยัดอยู่ เหมือนจะบอกกับทุกๆ คนว่า ฉันจะเป็นพยานให้ทุกๆ คน ได้รับรู้ในสิ่งเกิดขึ้นวันนั้น เวลานั้น ว่าต้องมีกี่หมื่นแสนชีวิตที่ต้องหายวับไปกับตา
กับคำว่าสงคราม
![]()
สถานที่แห่งนี้ ถูกตั้งให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความสงบสุข และการต่อต้านอาวุธปรามณู
![]()
บริเวณรอบๆ เราจะได้เห็นนกกระเรียนแห่งสันติภาพอยู่มากมาย
หลังจากนั้นหมีบ้าก็เดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ จน Children's Peace Monument ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเด็กๆที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งรูปปั้นเด็กสาวด้านบนได้รับแรงบันดาลใจมากจากเรื่องจริงของเด็กหญิง ซาซากิ ซาดาโกะ เจ้าของเรื่องราวนกกระเรียนพันตัว
![]()
![]()
ข้างหลังจะมีระฆังสันติภาพที่ยังคงดังให้ได้ยินกันอยู่ ซึ่งทุกๆ คนหวังให้สันติภาพมาถึงในเร็ววันเหมือนกันทุกคน
บริเวณตู้กระจกด้านหลัง คือตู้เก็บนกกระเรียนจากทั่วโลก ที่เหล่าเด็กๆ ส่งมาเพื่อสันติภาพ
มาถึงตรงนี้ก็นึกถึงเพลงกล้วยไข่ของเฉลียงในตอนขึ้นที่ว่า
"เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม"
![]()
ถึงแม้นกกระเรียนทั้งหลายจะมีสีสันที่สดใส แต่จุดกำเนิดของมันกลับตรงกันข้าม
![]()
พามาส่ง
![]()
![]()
จากนั้นเราก็เดินข้ามตัดสวนเพื่อจะตรงไปยังพิพิธภัณฑ์ Peace Memorial บริเวณด้านหน้ามี genbaku shibotsu-sha ireihi หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างเป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
![]()
ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ราคาแค่ 50 เยน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ทั่วๆ ไป แต่หมีคิดว่า เขาไม่ได้อยากเก็บมาเพื่อการค้าหรอก แค่เป็นค่าทะนุบำรุงสถานที่มากกว่า สิ่งที่เขาต้องการคือ ต้องการให้คนเข้ามาชมเยอะๆ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของมนุษย์ เพื่อให้เห็นความร้ายแรงและผลที่เกิดตามมาจากสงคราม
จากทางเข้าจะเริ่มต้นจากภาพรวมของการทิ้งปรามณูทั้งหมด ก่อนจะพาเข้าไปชมความเป็นมาของเมืองฮิโรชิม่า ไปเรื่อยๆ
จากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเล่าถึงสาเหตุว่า เพราะอะไรฮิโรชิม่าถึงถูกเลือกให้เป็นจุดทิ้งปรามณูจุดแรก (เป้าหมายมีทั้งหมด สี่ที่ด้วยกัน)
สาเหตุเนื่องมาจาก ฮิโรชิม่าในขณะนั้นเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตยุทธโธปกรณ์ในการรบที่สำคัญ แต่ที่ถูกเลือกเป็นที่แรก เพราะว่า ฮิโรชิม่า ไม่มีแคม์ปกักขังนักโทษสงคราม (อ่านตรงนี้แล้วโคตรยิ๊ด แม่งเอ๊ยยยยย อเมริกา)
![]()
![]()
แค่พริบตาเดียว
![]()
ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา
![]()
ในหอ มีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นว่า วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าใส ไร้เมฆหมอก หลายๆ คนเริ่มต้นวันใหม่ เพื่อทำกิจวัตรตามปกติ เพียงแต่ว่า ทุกๆ อย่าง ไม่เหมือนเดิม หลังจากเข็มนาฬิกาเลื่อนผ่านไป
นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายหลังจากเหตุการณ์ครั้ง แทบทุกคนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่ทุกคนเห็นคือระเบิดดอกเห็ดใหญ่ยักษ์กลางท้องฟ้า
จากเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว 140,000คน เมื่อผ่านเข้าสู่ปี 1946 ซึ่งไม่นับรวมถึงผู้ได้รับรังสีและต้องป่วยทรมานเรื้อรังอีกนานหลายปี
![]()
![]()
นี่คือ จดหมายที่ผู้ว่าการจังหวัดฮิโรชิม่าส่งไปถึงทุกๆ ประเทศที่ทำการทดลองปรามณู โดยเนื้อหาโดยรวมคือ ได้โปรดหยุดสิ่งที่ทำอยู่ เราไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮิโรชิม่าขึ้นซ้ำสอง และขอให้สันติภาพเกิดกับมวลมนุษย์
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ยังหรอกนะ โซนต่อไปต่างหากที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เศร้าที่สุดในโลก (ของหมี) แต่ไม่ค่อยมีรูปหรอกคะ ไม่กล้าถ่าย กลัว เพราะแค่ทางเข้า เขาก็ทำเป็นซากตึกปรักหักพังรอไว้แล้ว แถมเปิดรับด้วยรูปถ่ายระเบิดดอกเห็ด แค่พอเลี้ยวเข้าไปก็จะเจอหุ่นจำลองมนุษย์ที่อาบไฟและรังสีจากปรามณูนั้นแล้ว
![]()
ในโซนนี้จะนำเสนอสิ่งของที่เหลือรอดจากเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา จักรยานสามล้อ หรือกล่องข้าวดำ ซึ่งข้างในไหม้เป็นก้อนแข็งไปหมด เสื้อผ้าบางส่วนจากผู้เสียชีวิต มีแม้กระทั่งซากอิฐที่มีรอยเงาของใครสักคนนั่งอยู่ในเวลานั้น
![]()
จับไปแล้ว ไม่รู้ว่ายังจะมีรังสีหลงเหลืออยู่เปล่านะ
มีหลายๆ ส่วนที่ไม่กล้ามอง ไม่ว่าจะเป็นภาพของผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ภาพเสื้อผ้าที่หลอมละลายไปกับเนื้อ หรือผู้ป่วยที่นอนรอความตายด้วยความไม่รู้
หมีคิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินนิทานเรื่องนกกระเรียนพันตัวไม่มากก็น้อย ในนิทานเล่าถึงเด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เด็กน้อยเชื่อว่าถ้าเธอพับนกกระเรียนได้ถึงพันตัว เธอจะหายและสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็เธอกลับเสียชีวิตไปก่อนที่จะพับมันถึงพันตัว
![]()
![]()
ตัวที่เล็กที่สุดเธอใช้ปลายเข็มพับ
เศร้าโคดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
พอหมดจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราก็เดินเรื่อยไปจนเจอกับ Hiroshima National Peace Memorial Hall for the Atomic Bomb Victims เป็นหอที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ตัวหอออกแบบออกมาได้ดีมากกกกกก คอนเซปท์เจ๋งเหี้ยนๆ เลย เรียกว่าจะเอาให้น้ำตาตกให้ตา
![]()
![]()
![]()
ทางลงเป็นทางสโลปไปยังชั้นใต้ดิน วงมาสู่ห้องกลาง
![]()
ซึ่งเช่นกันมีนาฬิกาน้ำตั้งอยู่ใจกลางห้อง
![]()
![]()
ข้างบนเป็นโซนห้องสมุดและโซนวิดีทัศน์ ซึ่งเล่าเรื่องราวที่มาของหอนี้ และทำให้หมีเข้าใจแล้วว่าน้ำที่เห็นตลอดทางต้องการสื่อถึงอะไร
วิดีทัศน์นั้นนำเสนอเรื่องจริงจากรายงานของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ทิ้งปรามณูมาเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร หรือหญิงสาวที่รอดพ้นมาได้ เรื่องราวถูกเล่าผ่านเสียงและภาพประกอบแบบเด็กๆ แต่แค่นั้นก็เกินพอแล้ว
เพราะว่าเรื่องที่เล่ามันโหดร้ายมากมายนัก
(รายละเอียดหลายๆ อย่างไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ เพราะไม่สามารถจำกัดความออกมาได้ดีพอ)
นายทหารคนนึงถูกเรียกตัวกลับไปยังฮิโรชิม่า สถานที่เขาเห็นเมื่อกลับเข้าเมืองมาไม่ต่างอะไรกับนรก เพราะผู้คนที่รอดชีวิตจากการระเบิดนั้นไม่ต่างกับตกนรกทั้งเป็น ต่างร้องขอน้ำจากผู้คนที่เดินผ่านมา ภาพที่แม่กอดลูกและร้องขอน้ำ
"น้ำ ได้โปรด ขอน้ำ แค่ให้ลูกก็พอ"
แต่นายทหารก็ไม่สามารถหยิบยื่นน้ำให้ได้เพราะมีการสั่งห้ามโดยเด็ดขาดว่าห้ามให้น้ำแก่ผู้ประสบภัย เนื่องจากจะทำให้ตายทันที ภาพศพริมแม่น้ำเกลื่อนกลาด ไม่สามารถทำให้เขาแบ่งน้ำให้ได้ ทั้งๆที่เขาอยากทำใจแทบขาด
จากเหตุกาณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาโทษตัวเองตลอดชีวิตว่าทำไมเขาไม่แบ่งน้ำให้กับแม่ลูกคู่นั้น จนเมื่อเขาแก่ชราต้องล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งที่คอ ทำให้เขาคิดว่า บางทีนี้อาจจะเป็นผลกรรมในครั้งนั้น เขาต้องทุกข์ทรมานกับความคิดที่ว่า พรุ่งนี้เขายังจะตื่นมามีชีวิตต่อไปหรือเปล่า หรือเขาจะตายอยู่วันนี้
อีกเหตุการณ์นึงเนื้อหาไม่ต่างจากเรื่องข้างบนนัก แต่ถูกเล่าผ่านเสียงผู้หญิง ประโยคที่เธอเล่าว่าพ่อเธอขอน้ำดื่มยังดังติดหูไม่หาย ถึงมันจะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกเล่าต่อมาอีกทีก็เถอะ เพราะว่าพ่อของเธอประสบกับเหตุการณ์โดยตรงทำให้เขาเสียชีวิตในไม่กี่วันต่อมา โดยยังคงร้องขอน้ำมาตลอด นับแต่นั้นเป็นต้นมาเธอจะบริจาคน้ำบริสุทธิ์ให้กับองค์กรเสมอ เพื่อที่ว่าน้ำบริสุทธิ์นี้จะส่งไปถึงพ่อของเธอและเหล่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
เกิดมาเพิ่งรู้ว่าตัวเองโชคดีมากมายขนาดไหน เกิดมาในสมัยที่โลกสงบบ้างไม่สงบบ้าง แต่ก็ยังมีทางรอด ไม่เหมือนกับชาวฮิโรชิม่าที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้โดยไม่ทางเลือก
เดินออกมาจากหอตัวหนักมาก ไม่เคยหดหู่อะไรขนาดนี้มาก่อน ใครหลายคนบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด มีการเรียนรู้และพัฒนา แต่หลังจากวันนั้นหมีกลับคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ด้อยพัฒนา ถึงแม้จะมีตัวอย่างให้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แต่ก็ยังโง่ที่จะทำร้ายตัวเองและสิ่งรอบข้างต่อไปไม่หยุด
จะว่าเหมารวมไปซะหมดก็ไม่ถูก ควรจะบอกว่ามนุษย์ด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มักเป็นพวกมีอำนาจอยู่ในมือ คอยออกคำสั่งให้คนบริสุทธิ์ไปตายแทน ก็เหมือนกับเรื่องที่บ้านเรา อยากจะให้ไอ้พวกผู้นำทั้งสองฝ่าย มาเจอหน้าตัวต่อตัว แล้วให้ต่อยกันให้รู้แพ้รู้ชนะกันไป ไม่ต้องเอาคนอื่นมาซวยด้วย แต่จะให้ดีขอให้คุณชูวิทย์เป็นกรรมการมวยคู่นี้นะ งี่เง่าทั้งสองฝ่ายก็ต่อยแม่งทั้งคู่ไปเลย
![]()
อาจจะฟังดูกระแดะ แต่อยากให้โลกสงบสุข
ใครอ่านจบคาราวะสามจอก ขอบคุณที่อ่าน กะรักคนอ่านจ้า
)
#1 By WhiteMapleS on 2008-10-03 16:28