พิพิธภัณฑ์ที่เศร้าที่สุดในโลก

โอเค สำหรับหมีบ้าล่ะนะ เกิดมาไม่เคยไปสถานที่ไหนที่มันเศร้าได้ขนาดนี้

Warning: ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เศร้าด้วยเตือนแล้วนะ

ก่อนจะกล่าวบทไป ย้อนความเล็กน้อย แต่น่าจะยาว (เอ๊ะ อีนี้สับสน) ทริปนี้เป็นทริปลงไปฮิโรชิม่าคะ หลังจากที่หายหัวหมีไปหลายวัน

 

ย้อนกลับไปห้าวันก่อน มีเรื่องให้ตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เพราะเพื่อนหนึ่งหน่วยลืมตื่นมาเที่ยว ทำเอาจะหวิดตกชินกังเซ็น ดีว่าเพื่อนมาส่งอยู่คน เลยต้องเป็นม้าใช้ไล่ให้ไปปลุกมา

คันที่กะลังจะพาคณะทัวร์ไปฮิโรชิม่า จากโตเกียวไปฮิโรชิม่า ใช้เวลาประมาณ สี่ชั่วโมง

ระหว่างทาง

ถ้าพูดถึงฮิโรชิม่า สัญลักษณ์ที่นึกขึ้นได้มีอยู่สองอย่าง คือ ใบเมเปิ้ลและนกกระเรียน

 

หน้าตาคณะทัวร์คะ พยายามมองกันให้ออกนะ

ฮิโรชิม่าเป็นเมืองท่าที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว นอกจากนั้นยังคงมีรถรางวิ่งอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเป็นทางคมนาคมสายหลักเลยทีเดียว

 

ก่อนไปเที่ยวก็ต้องเติมพลังกันหน่อยด้วย ฮิโรชิม่ายากิ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ แล้วมันแตกต่างกับโอโคโนมิยากิทั่วๆ ไปตรงที่เขาใส่เส้นโซบะเพิ่มความอืดลงไปด้วยคะ ร้านที่ไปกินชื่อร้าน 
Micchan ซึ่งติด1ใน3 ของฮิโรชิม่า (แต่ว่า ไม่ค่อยปลื้มอ่ะ มันอืดดดด)

 

หลังจากนั้นหมีบ้าและคณะก็เดินเท้าไปสู่
Genbaku Dome หรือ Hiroshima Peace Memorial ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก หลังจากการทิ้งระเบิดปรามณูสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

 

วินาทีเเรกที่เห็นซากโดมแล้ว ความรู้สึกมันหนักอึ้งมากๆ จากที่เคยเห็นแต่ภาพถ่าย หรือวิดีโอคลิป ก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกเมื่อได้มาเห็นของจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า ว่าสถานที่แห่งนี้เคยผ่านพบกับเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ซึ่งห่างจากจุดทิ้งระเบิดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ยังคงยืนหยัดอยู่ เหมือนจะบอกกับทุกๆ คนว่า ฉันจะเป็นพยานให้ทุกๆ คน ได้รับรู้ในสิ่งเกิดขึ้นวันนั้น เวลานั้น ว่าต้องมีกี่หมื่นแสนชีวิตที่ต้องหายวับไปกับตา

กับคำว่าสงคราม

 

 

สถานที่แห่งนี้ ถูกตั้งให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความสงบสุข และการต่อต้านอาวุธปรามณู

 

บริเวณรอบๆ เราจะได้เห็นนกกระเรียนแห่งสันติภาพอยู่มากมาย

 

 

หลังจากนั้นหมีบ้าก็เดินเท้าต่อไปเรื่อยๆ จน Children's Peace Monument ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเด็กๆที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งรูปปั้นเด็กสาวด้านบนได้รับแรงบันดาลใจมากจากเรื่องจริงของเด็กหญิง ซาซากิ ซาดาโกะ เจ้าของเรื่องราวนกกระเรียนพันตัว

 

 

ข้างหลังจะมีระฆังสันติภาพที่ยังคงดังให้ได้ยินกันอยู่ ซึ่งทุกๆ คนหวังให้สันติภาพมาถึงในเร็ววันเหมือนกันทุกคน

 

บริเวณตู้กระจกด้านหลัง คือตู้เก็บนกกระเรียนจากทั่วโลก ที่เหล่าเด็กๆ ส่งมาเพื่อสันติภาพ

 

มาถึงตรงนี้ก็นึกถึงเพลงกล้วยไข่ของเฉลียงในตอนขึ้นที่ว่า

"เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม"

 

ถึงแม้นกกระเรียนทั้งหลายจะมีสีสันที่สดใส แต่จุดกำเนิดของมันกลับตรงกันข้าม

 

พามาส่ง

 

เปลวไฟเห็นสันติภาพ ซึ่งถูกจุดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี
1964 เพื่อเป็นย้ำเตือนการทำลายล้างของระเบิดปรามณู และผลักดันในปรามณูหมดไปจากโลก

 

 

จากนั้นเราก็เดินข้ามตัดสวนเพื่อจะตรงไปยังพิพิธภัณฑ์
Peace Memorial บริเวณด้านหน้ามี genbaku shibotsu-sha ireihi หรืออนุสาวรีย์ที่สร้างเป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

เมื่อมองผ่านเข้าไปจะเห็น
Genbaku Dome อยู่ตรงกลาง

 

ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ราคาแค่
50 เยน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ทั่วๆ ไป แต่หมีคิดว่า เขาไม่ได้อยากเก็บมาเพื่อการค้าหรอก แค่เป็นค่าทะนุบำรุงสถานที่มากกว่า สิ่งที่เขาต้องการคือ ต้องการให้คนเข้ามาชมเยอะๆ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของมนุษย์ เพื่อให้เห็นความร้ายแรงและผลที่เกิดตามมาจากสงคราม

 

จากทางเข้าจะเริ่มต้นจากภาพรวมของการทิ้งปรามณูทั้งหมด ก่อนจะพาเข้าไปชมความเป็นมาของเมืองฮิโรชิม่า ไปเรื่อยๆ

จากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเล่าถึงสาเหตุว่า เพราะอะไรฮิโรชิม่าถึงถูกเลือกให้เป็นจุดทิ้งปรามณูจุดแรก (เป้าหมายมีทั้งหมด สี่ที่ด้วยกัน)

 

สาเหตุเนื่องมาจาก ฮิโรชิม่าในขณะนั้นเป็นเมืองท่าและแหล่งผลิตยุทธโธปกรณ์ในการรบที่สำคัญ แต่ที่ถูกเลือกเป็นที่แรก เพราะว่า ฮิโรชิม่า ไม่มีแคม์ปกักขังนักโทษสงคราม (อ่านตรงนี้แล้วโคตรยิ๊ด แม่งเอ๊ยยยยย อเมริกา)

 

ปี
1945 เดือน 8 วันที่ 6 เวลา 8นาฬิการ 15นาที คือเวลาที่โลกเปลี่ยนไป

 

จากเมืองที่อุดมสมบรูณ์ ผู้คนใช้ชีวิตมากมายกว่า
3แสนชีวิต

 

แค่พริบตาเดียว

 

ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา

 

ในหอ มีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นว่า วันนั้นเป็นวันที่ฟ้าใส ไร้เมฆหมอก หลายๆ คนเริ่มต้นวันใหม่ เพื่อทำกิจวัตรตามปกติ เพียงแต่ว่า ทุกๆ อย่าง ไม่เหมือนเดิม หลังจากเข็มนาฬิกาเลื่อนผ่านไป

 

นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายหลังจากเหตุการณ์ครั้ง แทบทุกคนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่ทุกคนเห็นคือระเบิดดอกเห็ดใหญ่ยักษ์กลางท้องฟ้า

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตราว
140,000คน เมื่อผ่านเข้าสู่ปี 1946 ซึ่งไม่นับรวมถึงผู้ได้รับรังสีและต้องป่วยทรมานเรื้อรังอีกนานหลายปี

 

ซึ่งตัวต้นเหตุคือเจ้าระเบิดปรามณูที่มีชื่อเล็กน่ารักว่า
Little boy ซึ่งมีพี่น้องที่ชื่อน่ารักพอๆ กันว่า Fat Man ที่ไปคร่าชีวิตคนต่อที่นางาซากิ ด้วยหัวระเบิดน้ำหนักเพียง 600 มิลลิกรัม สามารถสร้างพลังงานมหาศาลได้เท่ากับระเบิด TNT 13-18ตัน และสาเหตุที่นางาซากิโดนบอมบ์เพราะญี่ปุ่นยังคงยืนยันจะดึงรัสเซียเข้ามาเป็นพวก (ยิ๊ดอีกแล้ว ไอ้จักรพรรดิ) อเมริกาเลยต้องบอมบ์ไปหยุด (ยิ๊ดสุดท้าย ไอ้อเมริกาาาาาา)

 

 

นี่คือ จดหมายที่ผู้ว่าการจังหวัดฮิโรชิม่าส่งไปถึงทุกๆ ประเทศที่ทำการทดลองปรามณู โดยเนื้อหาโดยรวมคือ ได้โปรดหยุดสิ่งที่ทำอยู่ เราไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮิโรชิม่าขึ้นซ้ำสอง และขอให้สันติภาพเกิดกับมวลมนุษย์

 

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ยังหรอกนะ โซนต่อไปต่างหากที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เศร้าที่สุดในโลก (ของหมี) แต่ไม่ค่อยมีรูปหรอกคะ ไม่กล้าถ่าย กลัว เพราะแค่ทางเข้า เขาก็ทำเป็นซากตึกปรักหักพังรอไว้แล้ว แถมเปิดรับด้วยรูปถ่ายระเบิดดอกเห็ด แค่พอเลี้ยวเข้าไปก็จะเจอหุ่นจำลองมนุษย์ที่อาบไฟและรังสีจากปรามณูนั้นแล้ว

 

จุดศูนย์กลางระเบิดมีความร้อนถึง
4000 องศา ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นกระเบื้องละลาย หรือขวดหมึกที่หลอมละลายติดกันเป็นเนื้อเดียว แล้วจะนับภาษาอะไรกับเนื้อหนังมนุษย์

 

ในโซนนี้จะนำเสนอสิ่งของที่เหลือรอดจากเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา จักรยานสามล้อ หรือกล่องข้าวดำ ซึ่งข้างในไหม้เป็นก้อนแข็งไปหมด เสื้อผ้าบางส่วนจากผู้เสียชีวิต มีแม้กระทั่งซากอิฐที่มีรอยเงาของใครสักคนนั่งอยู่ในเวลานั้น

 

จับไปแล้ว ไม่รู้ว่ายังจะมีรังสีหลงเหลืออยู่เปล่านะ

 

มีหลายๆ ส่วนที่ไม่กล้ามอง ไม่ว่าจะเป็นภาพของผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ภาพเสื้อผ้าที่หลอมละลายไปกับเนื้อ หรือผู้ป่วยที่นอนรอความตายด้วยความไม่รู้

 

หมีคิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินนิทานเรื่องนกกระเรียนพันตัวไม่มากก็น้อย ในนิทานเล่าถึงเด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เด็กน้อยเชื่อว่าถ้าเธอพับนกกระเรียนได้ถึงพันตัว เธอจะหายและสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็เธอกลับเสียชีวิตไปก่อนที่จะพับมันถึงพันตัว

 

เรื่องราวที่ว่ามาจากเรื่องจริงของเด็กหญิงซาดาโกะ ญี่ปุ่นโดนทิ้งระเบิดเธอมีอายุเพียงสองขวบ ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอไม่คิดว่าเธอจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เมื่อเริ่มโตเด็กน้อยก็ล้มป่วยด้วยโรคลูคิเมียเพราะผลกระทบจากรังสีปรามณู เธอเชื่อว่าถ้าเธอสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง
1000ตัว เธอจะกลับมาแข็งแรง แต่ถึงแม้เธอจะทำสำเร็จและมีผู้คนมากมายช่วยกันพับ สุดท้ายเธอก็ต้องจากโลกนี้ไป

 

ตัวที่เล็กที่สุดเธอใช้ปลายเข็มพับ

 

เศร้าโคดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

พอหมดจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราก็เดินเรื่อยไปจนเจอกับ
Hiroshima National Peace Memorial Hall for the Atomic Bomb Victims เป็นหอที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ตัวหอออกแบบออกมาได้ดีมากกกกกก คอนเซปท์เจ๋งเหี้ยนๆ เลย เรียกว่าจะเอาให้น้ำตาตกให้ตา

 

สัญลักษณ์ของหอนี้คือนาฬิกาน้ำที่เวลา
8นาฬิกา 15นาที ทำไมต้องน้ำเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

 

 

ทางลงเป็นทางสโลปไปยังชั้นใต้ดิน วงมาสู่ห้องกลาง

 

ซึ่งเช่นกันมีนาฬิกาน้ำตั้งอยู่ใจกลางห้อง

 

นาฬิกาน้ำนี้คือจุดศูนย์กลางของการทิ้งปรามณู และผนังรอบห้องคือภาพพาโนลาม่าของเมืองฮิโรชิม่า โดยสร้างจากปูนโมเสก อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นภาพซ้อนๆ เหมือนพิกเซลแตก ข้างล่างเป็นรายชื่อผู้เสียชีวิตภายในปี
1945 แค่เวลาเพียง5เดือน กว่า140000ชีวิตก็หายไปจากโลกด้วยความทรมาน

 

ข้างบนเป็นโซนห้องสมุดและโซนวิดีทัศน์ ซึ่งเล่าเรื่องราวที่มาของหอนี้ และทำให้หมีเข้าใจแล้วว่าน้ำที่เห็นตลอดทางต้องการสื่อถึงอะไร

 

วิดีทัศน์นั้นนำเสนอเรื่องจริงจากรายงานของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ทิ้งปรามณูมาเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร หรือหญิงสาวที่รอดพ้นมาได้ เรื่องราวถูกเล่าผ่านเสียงและภาพประกอบแบบเด็กๆ แต่แค่นั้นก็เกินพอแล้ว

เพราะว่าเรื่องที่เล่ามันโหดร้ายมากมายนัก

 

(รายละเอียดหลายๆ อย่างไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ เพราะไม่สามารถจำกัดความออกมาได้ดีพอ)

นายทหารคนนึงถูกเรียกตัวกลับไปยังฮิโรชิม่า สถานที่เขาเห็นเมื่อกลับเข้าเมืองมาไม่ต่างอะไรกับนรก เพราะผู้คนที่รอดชีวิตจากการระเบิดนั้นไม่ต่างกับตกนรกทั้งเป็น ต่างร้องขอน้ำจากผู้คนที่เดินผ่านมา ภาพที่แม่กอดลูกและร้องขอน้ำ

"น้ำ ได้โปรด ขอน้ำ แค่ให้ลูกก็พอ"

 

แต่นายทหารก็ไม่สามารถหยิบยื่นน้ำให้ได้เพราะมีการสั่งห้ามโดยเด็ดขาดว่าห้ามให้น้ำแก่ผู้ประสบภัย เนื่องจากจะทำให้ตายทันที ภาพศพริมแม่น้ำเกลื่อนกลาด ไม่สามารถทำให้เขาแบ่งน้ำให้ได้ ทั้งๆที่เขาอยากทำใจแทบขาด

 

จากเหตุกาณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาโทษตัวเองตลอดชีวิตว่าทำไมเขาไม่แบ่งน้ำให้กับแม่ลูกคู่นั้น จนเมื่อเขาแก่ชราต้องล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งที่คอ ทำให้เขาคิดว่า บางทีนี้อาจจะเป็นผลกรรมในครั้งนั้น เขาต้องทุกข์ทรมานกับความคิดที่ว่า พรุ่งนี้เขายังจะตื่นมามีชีวิตต่อไปหรือเปล่า หรือเขาจะตายอยู่วันนี้

 

อีกเหตุการณ์นึงเนื้อหาไม่ต่างจากเรื่องข้างบนนัก แต่ถูกเล่าผ่านเสียงผู้หญิง ประโยคที่เธอเล่าว่าพ่อเธอขอน้ำดื่มยังดังติดหูไม่หาย ถึงมันจะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกเล่าต่อมาอีกทีก็เถอะ เพราะว่าพ่อของเธอประสบกับเหตุการณ์โดยตรงทำให้เขาเสียชีวิตในไม่กี่วันต่อมา โดยยังคงร้องขอน้ำมาตลอด นับแต่นั้นเป็นต้นมาเธอจะบริจาคน้ำบริสุทธิ์ให้กับองค์กรเสมอ เพื่อที่ว่าน้ำบริสุทธิ์นี้จะส่งไปถึงพ่อของเธอและเหล่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

 

เกิดมาเพิ่งรู้ว่าตัวเองโชคดีมากมายขนาดไหน เกิดมาในสมัยที่โลกสงบบ้างไม่สงบบ้าง แต่ก็ยังมีทางรอด ไม่เหมือนกับชาวฮิโรชิม่าที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้โดยไม่ทางเลือก

 

 

เดินออกมาจากหอตัวหนักมาก ไม่เคยหดหู่อะไรขนาดนี้มาก่อน ใครหลายคนบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด มีการเรียนรู้และพัฒนา แต่หลังจากวันนั้นหมีกลับคิดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ด้อยพัฒนา ถึงแม้จะมีตัวอย่างให้เห็นซ้ำๆ บ่อยๆ แต่ก็ยังโง่ที่จะทำร้ายตัวเองและสิ่งรอบข้างต่อไปไม่หยุด

 

จะว่าเหมารวมไปซะหมดก็ไม่ถูก ควรจะบอกว่ามนุษย์ด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มักเป็นพวกมีอำนาจอยู่ในมือ คอยออกคำสั่งให้คนบริสุทธิ์ไปตายแทน ก็เหมือนกับเรื่องที่บ้านเรา อยากจะให้ไอ้พวกผู้นำทั้งสองฝ่าย มาเจอหน้าตัวต่อตัว แล้วให้ต่อยกันให้รู้แพ้รู้ชนะกันไป ไม่ต้องเอาคนอื่นมาซวยด้วย แต่จะให้ดีขอให้คุณชูวิทย์เป็นกรรมการมวยคู่นี้นะ งี่เง่าทั้งสองฝ่ายก็ต่อยแม่งทั้งคู่ไปเลย

 

 

อาจจะฟังดูกระแดะ แต่อยากให้โลกสงบสุข

 

 

ใครอ่านจบคาราวะสามจอก ขอบคุณที่อ่าน กะรักคนอ่านจ้า

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วเศร้าตาม

#1 By WhiteMapleS on 2008-10-03 16:28

นึึกถึงสมัยก่อน มีละครเรื่องนึง ที่มีเด็กผู้หญิงป่วยเนื่องจากกัมมันตภาพรังสี
ดูแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
สงครามให้อะไร?
สงครามได้อะไร?
ทำไมชอบก่อกันนัก Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เราเคยไปที่นางาซากิค่ะ เดินดูไปน้ำตาไหลพรากๆๆ

บางทีคนเราก็แย่งชิงผลประโชยน์กัน จนอะไรๆมันลุกลามใหญ่โตบ้าบอบัดซบ ถ้าเรารู้จักพอ รู้จักอภัย เรื่มง่ายๆ ที่ตัวเราเอง หวังว่าความรู้สึกแบนั้นมันจะขยายวงออกไปรอบๆตัวเรา จนไม่มีสงครามกันอีกละน๊าา

#3 By Rinna ♥ on 2008-10-03 16:29

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
อ่านบล็อกท่าน tapum แล้วเหมือนได้ตามไปดูอะไรดีๆทุกทีเลย
ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากเลยค่ะ!!!

#4 By gallantfoal on 2008-10-03 16:32

อ่านจบแล้ว

เศร้ามากๆ เศร้าเกินไป...

หวังว่าความผิดพลาดในอดีตจะทำให้มนุษย์เรียนรู้และไม่ทำมันอีก...

ขอบคุณสำหรับเอนทรี่ดีๆนะ Hot!

#5 By ★InSilence★ on 2008-10-03 16:34

Hot! surprised smile

#6 By [ i ]Rin on 2008-10-03 16:38

คารวะกลับสามจอก

เศร้ามากจริงๆ

#7 By iDoi* on 2008-10-03 16:41

Hot! เศร้าสุดๆเลยค่ะ TT^TT

#8 By Rio ▪ V Ĭ P ▪ on 2008-10-03 16:52

เห็นแสงที่ใช้กับภาพแล้วดูหดหู่ครับ
มิน่าในเรื่อง Code Geass ถึงมีรูปนกนี่บ่อยมาก
อ่านแล้วขนลุกอยากจะร้องไห้ตามจริงๆค่ะ
พวกเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมาในยุคที่เลือกอะไรหลายๆอย่างในขณะที่ในสมัยนั้นเค้าเลือกไม่ได้เลย

พวกคนใหญ่คนโตเค้าไม่มีหัวคิดกันรึไงนะว่าสงครามไม่ให้อะไรกับใครเลยนอกจากความสูญเสีย ความพ่ายแพ้และชัยชนะที่ไม่ยั้งยืน

ขอบคุณสำหรับเอนทรี่ดีๆนะคะ Hot! Hot!
มอบดราก้อนบอลล

#10 By Nina* on 2008-10-03 17:12

อ่านแลวน้ำตาจะร่วง ตึกนั่นในวันที่มันยังสมบูรณ์อยู่คงเป็นตึกที่สวยน่าดู

พี่ว่ามนุษย์ไม่ได้ด้อยพัฒนาหรอก แต่คงจะพัฒนาไปผิดด้าน มนุษย์เป็นสัตว์ขี้กลัว จึงต้องหาทางป้องกันตนเองถึงแม้ว่าจะต้องทำร้ายคนอื่นก่อนก็ตาม

ขึ้นท็อปอีกเอนทรีนะจ๊ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By frodo_slave on 2008-10-03 17:34

God Bless you, Hiroshima
เศร้าด้วย..


คนเขียนถ่ายทอดได้ดีเหรอเกินค่ะ.

#13 By ดินสอทู่ๆ on 2008-10-03 17:43

Hot! Hot! Hot!

"เกิดมาเพิ่งรู้ว่าตัวเองโชคดีมากมายขนาดไหน"
อ่านแล้วรู้ซึ้งถึงประโยคนี้จริงๆ

#14 By Koy•Ky ♥ on 2008-10-03 17:46

"น้ำ ได้โปรด ขอน้ำ แค่ให้ลูกก็พอ"


จะสะเทือนใจไปไหนเนี่ย
ข้าน้อยจักถวายสามดาวHot! Hot! Hot!

เป็นพิพิธภณฑ์นึงที่คิดไว้ว่าชาตินี้ต้องไปให้ได้สักครั้งล่ะค่ะ

เศร้ามาก

#16 By มุกกิเย่ on 2008-10-03 18:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

อ่านจบแทบร้องไห้
มาขนลุกสุดๆ ก็ตรงรูปนาฬิกานี่แหละ สะเทือนใจสุดๆ

เกลียดสงคราม
เกลียดความขัดแย้ง
เกลียดการทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน

แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกตราบจนทุกวันนี้ เฮ้อ...


#17 By + LiLiMu + Kissss + on 2008-10-03 18:08

เห้อ อย่าเสณ้าไปเลยยยยน๊า


เง้อเศร้าตามเลยอ่า
sad smile
โอ๊ทส์ เศร้าจริงๆค่ะ

#19 By นางมาร eVeZaa on 2008-10-03 18:21

ขนาดเคยอ่านเรื่องของซาดาโกะมาก่อน และร้องไห้มาก่อนแล้ว พอมาอ่านเรื่องของ"น้ำ"นี้อีก ก็พาลจะร้องไห้อีกคำรบ...

บางทีกาลเวลาหมุนเวียน ผ่านไป มนุษย์เราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนักฮับ

ให้ดาวแดงเลยฮับ...
อยากให้หลายๆคนมาอ่าน Hot!

#20 By DDP on 2008-10-03 18:30

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาทำลาย ละอายใจว่ะ Hot!

#21 By Bloody Bambi on 2008-10-03 18:37

เวลาผ่านไปแต่เหมือนยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่เลยHot!

#22 By wesong on 2008-10-03 18:52

ญี่ปุ่นก็มีความช้ำใจของญี่ปุ่นครับ แต่ที่จีนก็มีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นบุกจีนเช่นกัน แม้ว่าจำนวนคนที่เสียชีวิตจะน้อยกว่ามาก แต่วิธีการฆ่าคนของญี่ปุ่นตอนนั้นก็เลวไม่แพ้อเมริกาเลยครับ
ยาวแต่อ่านเพลินมากเลยค่ะ
เคยได้ยินมาเหมือนกันเรื่องของฮิโรชิม่า
แต่ไปเจอของจริงมา คงเศร้ามากเลยเนอะ

ขนาดอ่านยังสลดไปด้วยเลยอ้ะ..

#24 By Bluemoon on 2008-10-03 18:59

เข้าใจคะ ความสูญเสียจากสงครามมีให้เห็นอยู่ทุกที่ ทุกประเทศ

อ่านจากวิกิ ชาวจีนก็ประท้วงเรื่องที่ยกให้ Genbaku Dome เป็นมรดกโลก เพราะเรื่องที่ทำไว้กับจีน

แค่เห็นภาพจากหนังสือข่มขืน นานกิง ก็ไม่ไหวแล้ว


แต่แอบคิดว่าไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ เพราะว่า เรามองในจุดของประชาชนตาดำๆ ที่ต้องมารับกรรมที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมากเท่านั้น

#25 By tapum on 2008-10-03 19:01

เศร้าสุดๆจริงๆนั่นแหละ . . .
สงครามเนี่ย จะสร้างกันทำไมนักหนา . . . ไม่ได้ให้อะไรเลยซักนิด

เศร้ายิ๊ดๆHot!

#26 By ★ ★ necrofearz •* on 2008-10-03 19:04

ทั้งเศร้าและเซ็ง...
อ่านมาก็เยอะแล้ว พวกเหยื่อสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งฝ่ายญี่ปุ่นที่เจอนรกจากระเบิดนิวเคลียร์
กับฝ่ายเอเชียที่ถูกญี่ปุ่นข่มขืนความเป็นมนุษย์

สุดท้ายประชาชนก็เป็นฝ่ายรับกรรมจากความมักใหญ่ใฝ่สูงและความบ้าอำนาจของพวกชนชั้นปกครองHot!

#27 By kororo on 2008-10-03 19:10

ฮืออออออออออออออออออออออออ
อ่านไปๆขนลุกบอกไม่ถูก

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เหี้ยนมากๆ
สงครามมันเหี้ยนมาก

พี่ปุ๋มเขียนได้ดีมากมายอะค่ะ ได้บรรยากาศมาก อ่านแล้วเหมือนไปมาเองเลย ฮืออินนะตัว

#28 By เห็ด rosy on 2008-10-03 19:12

น่าสงสารมากๆค่ะHot!
ตอนเห็นหัวเอ็นทรี่ก็นึก ๆ ไว้ว่าน่าจะเป็นที่นี่
และก็ใช่จริง ๆ

ไปเยือนมาเมื่อเมษาที่ผ่านมานี้เอง

ตรงที่เขาเอาพวกเศษซากที่เหลือหรือสิ่งของของคนตายมาโชว์ อันนั้นอะอย่างสงสาร

แต่เรื่องน้ำนี่เพิ่งรู้แฮะ
แถมยิ่งรู้ยิ่งเศร้าอีกแน่ะ

#30 By Risa on 2008-10-03 19:36

อ่านจบแล้วรู้สึกตัวหนัก เศร้าไปด้วยเลยค่ะ น้ำตาจะไหล...

เวลาดูผ่ารายการทีวีไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเศร้าเลย แต่พออ่านจากคนที่ไปสัมผัสมาจริงๆแล้ว รู้สึกถึงความรู้สึกเลยค่ะ

สงครามไม่ดีจริงๆน่ะแหล่ะค่ะ แต่ว่าถ้าจะให้มันหายไปจากโลกคงต้องให้มนุษย์หายไปจากโลกให้หมดก่อนละมั้งคะ

#31 By ทานุขนฟู on 2008-10-03 19:43

อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ
ตรงที่บอกว่าขอน้ำ T_T

#32 By Zinister on 2008-10-03 19:50

เศร้าจังเลย


อยากไปที่นี่มากๆ ต้องไปให้ได้!!!


#33 By † Z@pf † on 2008-10-03 20:01

อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ จะว่าอินจัดก็อาจจะใช่sad smile

ตอนขอน้ำนี่เป็นอะไรที่....ไม่รูู้จะบรรยายยังไงแล้ว

ประทับใจมากค่ะเอนทรี่นี้ เอาใจไปเลยค่ะHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ว่าแต่นาฬิกาน้ำใช้วิธีแบบไหนกันนะนี่ รู้จักแต่นาฬิกาแดด เพิ่งรุ้ว่ามีนาฬิกาน้ำด้วย น่าสนใจค่ะsurprised smile

#34 By SenRitSu on 2008-10-03 20:09

โห นี่ไปกับเพื่อนสี่คนยังเศร้าขนาดนี้...

เราไปคนเดียวสงสัยได้ร้องไห้หดหู่

สงครามมีแต่ผู้แพ้จริงๆ ไม่ว่าฝ่ายไหน

#35 By phoeson on 2008-10-03 20:11

นาฬิกาน้ำ ในที่นี้ไม่ใช่นาฬิกาที่ดูเวลาได้คะ sad smile

จะว่าไปเขียนไม่ค่อยเคลียร์เนอะเรา เขาสร้างตัวนาฬิกาที่ว่าแสดงเวลาที่ระเบิดลงคะ

#36 By tapum on 2008-10-03 20:16

นี่แหละหนามนุษย์
พวกเรานี่โชคดีจังที่เกิดมาไม่เจอสงคราม
.........
โลกนี้ ไม่มรหรอก คำว่า สงครามเพื่อสันติ
เป็นแค่คำของผู้นิยมสงครามใช้กล่าวอ้างเท่านั้น

#37 By GroundFloor on 2008-10-03 20:33

Hot! Hot! Hot!

#38 By alienboon on 2008-10-03 20:45

เรื่องขอน้ำนี่ ...

เศร้าจริง ๆ

#39 By pisces on 2008-10-03 20:50

Hot!
เราดูแล้วก็เศร้านะแต่ยังไงก็ไม่อาจลืมสิ่งที่ญี่ปุนทำกับนานกิง การทดลอง ข่มขืน ฆ่าเอามัน ฯลฯ หรือทำกับเชลยสงครามที่ทางรถไฟสายมรณะ

ขึ้นชื่อว่าสงครามไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดทุกคนแค่หันเอาเขี้ยวเล็บที่ตนมีอยู่มาใส่กันก็เท่านั้น

อีกเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้ยินมา
ท่ามกลางเศษซากแม่ต้องนั่งมองลูกที่ค่อยๆโดนไฟเผาทั้งเป็นโดยที่คนนั้นร้องเรียกแม่ตลอดที่ไม่สามารถช่วยมาได้เพราะเด็กถูกเศษผนังบ้านทับ

ขอบคุณสำหรับเอนทรี่ดีๆนะคะ

#40 By rizo on 2008-10-03 20:58

เคยไปมา 2 ครับ เมื่อตอนเด็กๆ 10 กว่าปีที่แล้วทั้ง 2 ครั้งเลย (ประมาณสมัยประถมกับมัธยมต้น)

เนื่องจากตอนนั้นยังเป็นเด็กก็เลยรู้สึกแค่น่ากลัวนิดหน่อย แต่ก็ไม่ค่อยได้คิดอะไรมาก รู้อยู่อย่างเดียวว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เจ๋งมาก เพราะมีสื่อที่ดีทั้งภาพประกอบ โมเดลจำลอง หรือสิ่งของจริงๆที่ยังเหลืออยู่ ป้ายต่างๆกับคอมพิวเตอร์ที่มีคำบรรยายเป็นภาษาไทย(ระบบสัมผัสด้วย สมัยนั้นอย่างหรู) แล้วก็มีเครื่องเล่นเทปเสียงบรรยายภาษาไทย(ไม่ทราบว่าตอนนี้เปลี่ยนเป็นเครื่องเลน CD หรือ MP3 รึเปล่าครับ open-mounthed smile )

ส่วนหอที่ระลึกนี่ผมไม่ได้ดูเพราะตอนนั้นยังไม่ได้สร้างเลย sad smile

#41 By SRP on 2008-10-03 21:00

เคยอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับเหตุการนี้เหมือนกัน เศร้ามาก

#42 By bellbell on 2008-10-03 21:22

ต้องให้โลกนี้ไฟฟ้าใช้ไม่ได้ก่อนครับ
สงบสุขแน่นอน

#43 By Dearcool on 2008-10-03 21:23

อ่านแล้วหดหู่พอๆกะดูสุสานหิ่งห้อยเลยว่ะ

#44 By kiyono on 2008-10-03 21:28

เคยดูสารคดีอยู่ช่วงนึง

เห็นเค้าบอกว่าน้ำฝนที่ตกลงมาจะเป็นสีดำจากสารเคมี

กินเข้าไปแล้วจะตาย

น่าเศร้าสุดๆ เลย

Hot! Hot!

#45 By P i n k i e M o n k e y on 2008-10-03 21:33

ใช่คะ เพราะว่าหลังจากระเบิดซะพัก ก็มีฝนดำตกลงมา แน่นอนฝนเหล่านี้มีกัมตภาพรังสีอยู่ด้วย


จากภาพที่วาดบรรยายไว้มันน่ากลัวมากๆ เลย แปลกตรงที่ว่า ภาพเหล่านั้นเป็นภาพวาดแบบเด็กๆ แต่มันกลับน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก แค่ภาพวาดศพที่นอนเรียงรายอยู่ข้างทาง หรือคนที่ตายเพราะไปดื่มน้ำจากบ่อน้ำดับเพลิง กลับทำให้เรารู้สึกถึงความโหดร้ายได้


#46 By tapum on 2008-10-03 21:41

เศร้าจัด ยิ่งอกหักอยู่ ยิ่งเศร้าเพิ่ม

#47 By CAPPUCCiNO on 2008-10-03 21:41

ขอบคุณที่เอามารีวิวนะคะ อ่านไปขนลุกไป ถ้าได้ไปเดินดูเองคงน้ำตาซึมแน่ๆ ฟีลมันอินมากๆเลย
ประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็รับกรรมทุกที บางทีการเหมารวมทั้งชาติก็น่าสงสารอยู่นะคะ สมัยนั้นญีปุ่่นก็ร้ายสุดๆ แต่ขณะเดียวกันก็น่าสงสารสุดๆเช่นกัน

ได้ไปที่โอกินาว่า ตรงส่วนที่เป็นโดมพระพุทธรูปใหญ่ที่สร้างเพื่อสันติภาพ รำลึกเรื่องสมัยสงครามนี่เหมือนกันค่ะ ตอนที่เห็นนกกระดาษเป็นพวง เป็นคำว่าพีซ /เฮวะ (สันติภาพ) เห็นแล้วมันวูบๆในใจยังไงไม่รู้ เสียดายนิดที่ไม่ได้เข้าไปตรงส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์จริงๆ ไม่งั้นคงจะได้มีอะไรเก็บมาเล่าให้ฟังด้วยค่ะ

#48 By nuinthelewen on 2008-10-03 21:51

เศร้าด้วยคน

#49 By Akara_gat on 2008-10-03 21:57

อ่านแล้วเศร้าตาม
ดูจากรูปแล้ว
การจัดสถานที่และแสง
ดูเศร้ามากๆเลยอ่ะ

#50 By ~memay~ on 2008-10-03 22:01