Welcome to the SIN CITY

posted on 29 May 2005 19:11 by tapum  in Moive

สักที สักที ได้ดูหนังสุดเท่ห์ของตาไมเคิล รอตดิเกสสักกะที จริงแล้วจุดมุ่งหมาย และแรงกระตุ้นหลักของการไปดูหนังเรื่องนี้ก็คือ มิสเตอร์ เอไลจาห์ วู้ด เนี่ยแหละ
บทไอ้หนูไว้พูดถึงทีหลัง พูดถึงความเป็นมากลับตัวหนังก่อนดีกว่า


แค่คิดจะเริ่มสร้างก็มีแต่ปัญหาแล้ว กับเมืองคนบาปเมืองนี้ เพราะมันเป็นลูกรักสุดหวงของ แฟรงค์ มิลเลอร์ นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เพราะหลังจากพลาดปล่อยให้ฮอลิวู้ดปู้ยี่ปู้ยำทำร้ายตัวการ์ตูนของเขาอย่างไร้ปราณี แฟรงค์เลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่มีวันปล่อย SIN CITY ออกจากอก
แต่ฮอลิวู้ดยังไม่สิ้นคนดี (หรือว่าไมเคิล รอตดิเกสไม่ได้ถูกอารยธรรมฮอลิวู้ดกลืนกินเข้าไปก็ไม่รู้) ทำให้ผู้กำกับอินดี้ที่สามารถทำงานตามใบสั่งอย่างรอตดิเกสได้มีโอกาสหยิบ SIN CITY มาทำ คุณสมบัติก็ไม่มีอะไรมากนอกจาก รอตดิเกสเป็นแฟนชนิดเดนตายของหนังเรื่องนี้

และเขาคิดจะถอดภาพจาหน้าหนังสือมาใส่ในฟิล์มต่างหาก ไม่ใช่จะถอดความจากหน้าหนังสือ ฟังดูก็แค่จะทำให้ มิลเลอร์หันมาเหลือบๆ มอง ก็บอกแล้วว่าผกก. คนนี้บ้า รอตดิเกส ก็เลยลงทุนหลอกเพื่อนหนุ่ม (อุ๊ย ตกคำว่าร่วมงาน) อย่าง จอร์ช ฮาร์ตเนท มาสังเวยตัวเป็นเหยื่อล่อ ในการทำหนังตัวอย่างนาน10 นาที ให้ป๋ามิลเลอร์ดู

ซึ่งก็ได้ผลครับท่านผู้ชม...
ป๋ามิลเลอร์แทบจะประเคน SIN CITY ไว้ให้รอตดิเกสไปเลี้ยงดูต่อ เท่านั้นไม่พอ ดูเหมือนรอตดิเกสจะต้องการซื้อใจมิลเลอร์ให้ได้ชัวร์ ถึงขนาดชวนมิลเลอร์ มาเป็นผกก.ร่วม เพราะเขาบอกว่า ไม่อยากให้มิลเลอร์เป็นแค่ที่ปรึกษา แต่ต้องการให้มิลเลอร์มีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับหนังทั้งนั้น ซึ่งไอ้การตัดสินที่ว่า ก็ทำให้รอตดิเกสถึงกับลาออกจากสมาคมผู้กำกับ หรือ DAG เพราะมีกฎห้าม ไม่ให้ใช้ผู้กำกับสองคนต่อหนังหนึ่งเรื่อง
ก็ไม่รู้ว่าตารอตดิเกสมีอะไรดี ถึงสามารถซื้อใจ (หรือซื้อตัว) นักแสดงที่เคยร่วมงานด้วยกัน กลับมาร่วมหัวจมท้ายกับเฮียได้เยอะแยะ แน่นอนว่ารวมถึงไอ้หนูด้วย เพราะหลังจากที่เคยร่วมงานกันในหนังเอเลี่ยนบุกยึดโรงเรียนไฮสคูล (กะตาพระเจ้าจอร์ชด้วย) รอตดิเกสสามารถหลอกไอ้หนูมาเป็น The guy แต่งตัวหน้าเกลียด ตันๆ แถมตายอุบาทว์ใน Spy Kid 3 มาแล้ว คราวนี้ก็สามารถล่อลวงให้ไอ้หนูมาเล่นเป็นนักฆ่าโรคจิต ไร้เสียงได้อีกรอบ (แต่คาดว่าน่าจะความต้องการส่วนตัวของไอ้หนูด้วย เพราะว่า คงไม่มีใครที่ไหนจะให้บทอย่างงี้กับเอไลจาห์หรอก)

ที่นี้มาดูดีกว่า ว่าเพราะอะไรรอตดิเกส ถึงอยากให้ไอ้หนูเปลี่ยนมาเป็น นักฆ่าโรคจิต


I worked with him on The Faculty and hes got these piercing blue eyes that women love but I always found quite creepy. And I told him that I was one day going to cast him as a psychopath, never thinking that I actually would! Rodriguez grins.

Laughing, Miller adds: And I really wanted to see Frodo eat people! <<<< โธ่ คุณโฟรโดไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอก


นอกจากจะยึดเอาหนังสือการ์ตูนเรื่อง SIN CITY มาแหกดูกันกองถ่าย แทน สตอร์รี่บอร์ดแล้ว มีบางครั้งบที่มิลเลอร์อยากให้เติมฉากนู่นฉากนี้ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือลงไป แต่พอรอตดิเกสเถียงว่า ไม่ได้นะ มันไม่มีในหนังสือคุณสักหน่อย มิลเลอร์ก็จกกระดาษขึ้นมาแล้ววาดอะไรก็ได้ที่เขาอยากให้มีในหนัง แล้วบอกกับรอตดิเกสว่า นี่ไง ผมเขียนมันแล้ว เอากับเขาสิ

นอกจากนั้น รอตดิเกสก็ยังชวนเพื่อนซี้มาบ้าด้วย นั้นก็คือ ป๋าคางยื่นที่ได้ดีกรีเป็นคณะกรรมการตัดสินหนังเมืองคานส์ปีที่แล้ว อย่าง เควนติน ทาเรนติดโน่มาเป็นผู้กำกับรับเชิญอีกต่างหาก


หนังดึงเอา การ์ตูนสามตอนมาซ้อนทับกัน โดยให้มีรายละเอียดเล็กๆเข้ามาเกี่ยวพันกันเล็กน้อย นั้นก็คือ " the hard goodbye" , "The big fat kill" และ "The yellow bastrad"

โดยแต่ละตอนจะมีตัวหลักเดิเร่องของมันเอง The Hard goodbye เล่าถึงมาร์ฟผู้อัปลักษณ์ เขาน่าเกลียดถึงขนาดว่าจะซื้อน้องโสมาน้องยังไม่ได้เลย แต่เมื่อแม่นางฟ้า โกลด์ดี้ ที่เขารู้จักแค่ว่าเธอชื่อโกลด์ดี้เท่านั้น ได้มอบค่ำคืนอันแสนสุขที่ไม่เคยมีใครมอบให้กับมาร์ฟ เขาก็ได้รู้ว่าความรักเป็นอย่างไร แต่กว่าที่มาร์ฟจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรักมากกว่านั้น โกลด์ดี้ก็ตายอย่างไร้ร่องรอยในอ้อมกอดของเขา
เขารู้ทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการจัดฉากให้เขาเป็นผู้ต้องหา แต่มันก็เป็นเหมือนอาชีพหลักของมาร์ฟอยู่แล้ว ที่ต้องถูกไล่ล่าและจับกุม เขาไล่ล่าหาเบาะแสจนในที่สุดก็ได้รู้ว่าใครคือคนปลิดชีพนางฟ้า

เควิน นักฆ่าไร้เสียง รูปลักษณ์ภายนอกดูเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา แต่ภายใต้กรอบแว่นนั้นมีแต่ความวิปริต เควินเชื่อว่า การกินเนื้อมนุษย์ คือ การดำเนินไปสู่พระเจ้า แต่เผอิญเลือกเหยื่อผิด หรือพูดให้ถูกว่า ดันไปแหยมผิดคน ผลก็คือเควินถูกมาร์ฟที่บ้ากว่า โหดกว่า สยองกว่า เชือดทิ้งด้วยวิธีการสุดหลอน แต่กระนั้นเควินก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาเลย

โชคร้ายอีกอย่างของมาร์ฟก็คือ เจ้านายของเควินดันเป็นพระคาดินัลที่มีน้องชายเป็นนายกของเมืองคนบาป เพราะหลังจากตามไปเก็บพระคาดินัลที่โรรคจิตไม่แพ้กันแล้ว มาร์ฟก็ต้องจบชีวิตลง แต่เท่านี้เขาก็พอใจและเป็นสุขแล้ว เพราะเขาได้ทำเพื่อคนที่รักสำเร็จแล้ว


ใน The big fat kill ไดวต์ดูจะเป็นคนดีที่เหลืออยู่น้อยในใน SIN CITY ดไวต์เป็นผู้ชายคนเดียวในเมืองคนบาปที่ไม่คิดจะเอาเปรียบผู้หญิงจาก โอว์ดทาวน์ หลังจากที่เขาไปยุ่งกับผู้หญิงมีเจ้าของอย่างเชลลี่ เรื่องร้ายๆก็ตามติดเขามทันที

ปัญหาจะน้อยกว่านี้ ถ้าเขาไม่ปล่อยในแจ็กกี้บอย แฟนขี้แพ้ของเซลลี่มา ถูกฆ่าตายในโอล์ดทาว์น เขาต้องร่วมมือกับเกลเจ้าแม่แห่งโอด์ลทาว์นต่อต้านกับตำรวจ


ส่วนที่ดราม่าที่สุดน่าจะมาจากตอน The Yellows Bastrad จุดเริ่มมาจากนายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ ที่เสี่ยงเข้าไปช่วยเด็กหญิงวัย 11ปี ให้รอดพ้นจากฆาตกรโรคจิตอย่าง โร้ค จูเนียร์ ลูกชายนายกเทศมนตรีที่มีอำนาจสูงสุด ฮาดิแกนช่วยแนนซี่ได้จากเจ้าดรคจิตได้ แต่เขาก็ต้องสังเวยชื่อสเยงและศักดิ์ศรีที่สะสมมาด้วยการถูกยัดข้อหา ฆาตกรโรคจิต แทนโร้คที่เขาเชือดให้สูญพันธ์และกลายร่างเป็นตัวอัปลักษณ์ไป
ตลอดระยะเวลา 8ปี สิ่งที่ช่วยค้ำจุนฮาดิแกนไว้ คือจดหมายจากแนนซี แต่เมื่อจู่จดหมายที่ส่งมาทุกวันพฤหัสได้ขาดหายไป เขาก็รู้ว่า โร้คตามตัวเธอเจอแล้ว ดังนั้นฮาดิแกนจึงยอมรับสารภาพทุกข้อหาเพื่อที่จะตามไปปกป้องแนนซี่อีกครั้ง แต่เมื่อออกมาจากคุก เขาถึงรู้ว่าเขาคิดผิดไปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแนนซี่สาวน้อยที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นสาวน้อยขี้อาย กลับเป็นสาวระบำเปลื้องผ้าที่ฮอตที่สุดในโอด์ลทาวน์ และที่จริงแล้ว โร้ค จูเนียร์ หรือ The Yellows Bastrad วางแผนให้เขาออกมาตามหาแนนซี่ต่างหาก
การหลบหนีไล่ล่าอย่างสุดระทึกจบลงที่จุดเดิม ฮาดิแกนสามารถปกป้องได้อีกครั้งและครั้งนี้ เขาจะแน่ใจว่า โร้คจะไม่สามารถไปตอแยเธอได้อีกเลย

จาก 3เรื่อง หากมองผ่านๆ ก็ดูว่ามันเป็นหนังที่เน้นแอ็กชั่น ความรุนแรง และสไตล์ที่โดดเด่น ทั้งด้านการกำกับภาพและเทคนิค แต่จริงๆแล้วหนังทั้ง 3ตอน ซ่อนธีมเกี่ยวกับความรักที่ลึกซึ้งไว้ต่างหาก เพราะแม้จะเป็นเมืองแห่งคนบาป แต่คนบาปเหล่านี้ก็พร้อมที่จะชั่วเพื่อปกป้องคนที่ตัวรัก

ใน 3 ตอน ที่สร้างมา ชอบตอนแรกที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะมีไอ้หนูอยู่ในนั้น แต่เป็นตอนที่กระชับและดึงอารมณ์คนดูให้ตามไปติดๆได้ตลอด อาจเป็นเพราะคาแรคเตอร์ของมาร์ฟ เป้นตัวละครที่ดูซื่อๆ และทำให้คนเอาใจเชื่อได้ไม่ยาก บทของเควิน ดูแล้วสยองแบบแหยะ เพราะขนาดว่าจะตายด้วยวิธีพิสดารขนาดนั้นแล้ว ยังสามารถยิ้มละไมได้อีก ในส่วนของ The big fat kill ส่วนที่สนุกก็คือ ช็อตที่ ดไวต์หลนอคุยตอบโต้กับแจ็กกี้บอยที่ตายแล้ว เบนิซิโอ เดล โทโร่ เล่นบทนี้ได้กวนตีนมากๆ ส่วนพี่ไคลฟ์ ก็หน้าอ่อนซะเหลือเกิน
แต่ไม่รู้ว่า เพราะเป็นหนังตอนสุดท้ายที่เหนื่อยแล้ว หรืออารมณ์หนังที่ค่อนข้างอืดกว่าทุกๆ ตอน ทำให้ส่วนของ The Yellows Bastrad ดูจะเอื่อยไป แม้จะมีความเป็นดราม่าสูง และมีอารมณ์ ระทมทุกข์ เนื้อเรื่องเลยไม่หวือหวาเท่ากับสองตอนแรก ที่เน้นการยิงกันสนั่นจอ แต่ก็ยังมีภาพสยองให้ได้ดูกันอยู่ดี ยิ่งฉากที่ฮาดิแกนอัดโร้คซะเละขนาดนั้น ทำเอาต้องเบือนหน้าหนีเลย (ก็ไม่เข้าใจคนที่พาเด็กอายุ10ต้นๆ เข้าไปดูหนังแบบนี้ ดีนะที่หนังเล่าเรื่องโดยใช้ภาพขาวจัดำจัด สีของเลือดเลยไม่เยอะมาก)และถือว่าเป็นตอนที่เน้นเรื่องความรักและเสียสละมากที่สุดอีกด้วย

ก็ไม่รู้หรอกว่า Blue screeen กับ Green Screen มันต่างกันอย่างไง แต่ว่าหนังเรื่องนี้สามารถจัดองค์ประกอบภาพได้เจ๋งมาก และการนำภาพจากหนังสือมาเป็นส่วนประกอบในการเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น ช๊อตที่ดไวต์ จมลงในบ่อน้ำมัน ทั้งนี้นอกจากจะต้องชมตากล้องแล้ว แฟรงค์ มิลเลอร์คือตัวการสำคัญที่ทำให้ภาพเล่านี้เกิดขึ้น


นอกจากจะเสียตังค์ให้กับ gomo ไป 420แล้ว ยังพลาดเสียตังค์ซื้อ "Roald Dahl: The most Original and Inventive Children's writer of our time" มาอีกต่างหาก เป็นกล่องเลยครับงานนี้ หมดตัวเลยยยย T-T ต้องอ่านไล่ให้ครบ10เล่ม ไม่งั้นเสียเงินเปล่า

ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่สามารถจบโปรเจค The Passion ให้ทันในวันนี้ วันที่ 29ได้ ก็ตอนแรกว่าจะลง Review Sin เมื่อวานแต่มันไม่เสร็จอ่าาาา แถมวันนี้น้องสาวหนีไปขายของงานจัมป์อีก คนไท่ทันแหงมๆ เอาน่า ขำๆ ใจรักจะเขียนกำหนดส่งไม่สำคัญหรอก จริงเปล่า




Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วย เป็นหนังที่ดีมาก อยากให้มีหนังแบบนี้อีก

#1 By coolman on 2005-05-29 19:20

อุอุ

เอไลจาห์ วู้ด นี่แหละครับ คาร์แรคเตอร์ที่ได้ใจที่สุดแล้ว

เอ

แต่บริตเตอร์นี่ เมอร์ฟี่ ก็ดีนะ

ฉากสั้นๆฉากนั้นน่ารักมาก ^^
อยากดูมากกกก

เมื่อวานไปสยามดิสฯ แต่ไม่มีใครอยากดูด้วยอ่ะ โกรธที่สุดเลย

#3 By เห็ด rosy on 2005-05-29 23:19

มาจับไก่...
ผู้กำกับเค้าชื่อ Robert Rodriguez นะครับ ไม่ใช่ ไมเคิล
แล้วเค้าก็ให้ แฟรงค์ มิลเลอร์ เป็น ผกก.ร่วมด้วย ก็เลยออกมาดีอย่างที่เห็น

#4 By dog mulder on 2005-05-30 10:32

เออออ แฮะ มึนเอาชื่อตาไมเคิลมาจากไหนหว่าเรา


ปล่อยไก่ทิ้งไวอย่างงี้ไปแหละเนอะ


น่าเสียดาย รูปที่เก็บไว้ดันไม่มีตอน The hard Goodbye อ่ะ เสียดาย เสียดาย ใครยังไม่ได้ดู รีบไปดูนะ

ว่าจะอีกรอบ

#5 By tapum on 2005-05-30 11:20

ไอ้หนังเรื่องนี้แหละ ที่จะทำให้เราออกจากบ้านได้.........รอก่อนนะคุณโฟรโด(ภาคจิต)

#6 By frodo_slave on 2005-05-30 18:53

ก็ออกมาสักทีเซ่...... รอนานแล้วนะเจ๊ จะออกวันไหนบอกด้วย จะไปดูอีกรอบ



คือว่ามีเรื่องน่าอายจะบอกแหละว่า เบอร์ร้านพี่มันหายอีกแล้ว โทรศัทพ์ที่เมมไว้ แป้นกดมันไม่ดีอ่าาา

#7 By tapum (202.57.168.111) on 2005-05-30 20:57

กรี๊ส ....ชอบเอเลจาห์เหมือนกัน เเต่ไม่ชอบหนังเเนวนี้เเหะๆ.... (หมู่นี้อินกับหนังรักญี่ปุ่นมากเกินไป จนต่อม sm ของข้าพเจ้าเสื่อมโทรม) เเต่อ่านๆก็น่าสนใจดีครับผม

#8 By shikak on 2005-05-31 23:53