Movie Review in 2004
posted on 03 Jan 2005 17:08 by tapum in Moive- ประเดิมBlog ใหม่ด้วยการ Review หนังที่ดูในโรงทั้งหมดในปี 2004 ล่ะกัน
อนึ่ง ข้อความทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ความชอบส่วนบุคคล ความเกลียดประจำตัว
The Lord of the rings : The Return of the King >>> AAA+
สุดยอดสมกับการรอคอย ถึงมันจะเป็นหนังที่ยกยอดมาจากปีที่แล้วก็เหอะ แต่ว่าเต็มอิ่มกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งเนี่ย ได้ทั้งแอ็คชั่นได้ทั้งดราม่าเลย อ้อ semi nude ของโฟรโดด้วย
Last Samurai >>> B-
ดีเลยล่ะ ชอบตอนที่ พวกคัตซึโมโต้สู้ถึงแม้รู้ว่าจะต้องตาย มันน่าเศร้าที่สู้เพื่อจักรพรรดิแท้ๆ แต่ก็เป็นจักรพรรดิซะเองที่ไม่เข้มแข็งพอ แต่มาตกม้าตายตอนจบ ดันให้เนธานรอดอยู่คนเดียวแล้วกลับไปหาโอสุได้ ถ้ามันจบตอนที่เนธานมอบดาบให้จักรพรรดิจะดีกว่าอีก แต่ที่ชอบก็ตอนที่โอสุด่าเนธานเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วยิ้มให้กับตอนที่ตั้งชื่อให้บ็อบ
Ozama >>> B
ดูแล้วหดหู่โคตรๆ ซึ้งแล้วว่าเกิดเป็นชาวพุทธนี้มันมีความสุขจริง ตอนที่โอซาม่าโดนตัดผม แล้วเอาผมไปปลูกเพื่อรดน้ำแล้วแอบเห็นความหวังเล็กๆ แต่ตอนจบที่โดนไอ้แก่นั้นออกมาอาบน้ำมันขยะแขยง
Free Radical >>> C
ให้เกรดนี้ก็เพราะว่า เป็นหนังแนวที่เกลียดที่สุดเลย แบ่บว่าหนังโยงความสัมพันธ์เล็กๆของแต่ละคนเอาไว้ แต่พอจบเรื่องมันก็เหมือนแค่ไปแอบมองชีวิตคนอื่นที่มันว่างเปล่า
Big Empty >>> C-
เรื่องนี้ดูก็เพราะ Beanieเลย แต่ตัวหนังมันมั่วมากๆ ไหงตอนจบมันกลายเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาววะ
Evil >>> C+
หนังมันสูตรอ่ะ แต่ว่าก็ดูได้สนุกๆนะ การแสดงก็น่าสนใจหนังมันเดาได้ตอนจบ
In my skin >>> -
ไม่ชอบอ่ะ ไม่ชอบเลย ดูแล้วสะอิดสะเอียนอ่ะ นางเอกแม่งโรคจิตชัดๆ
nominee >>> C
อันนี้ก็หนังสูตรเหมือนกัน แต่ว่า ชอบตรงที่ว่าจริงๆแล้วกระสุนมันมีแค่นัดเดียว เป็นหนังประเภทเผยสันดานมนุษย์
Dreammer >>> B +
อารมณ์เรื่องนี้เหมือนฝันๆตลอดเวลาเหมือนกับชื่อเรื่อง เหมือนพระเอกตกไปอยู่ในห้วงความฝัน ก่อนจะพยายามดึงตัวเองให้ตื่น ชอบที่ในตอนแรกหนังหลอกให้เชื่อว่าแฝดชายไม่อยากให้พระเอกเข้ามาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของตัวเองกับพี่สาว แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว ตัวนางเอกต่างหากที่ไม่ยอมให้น้องชายแยกจากไปไหน
Dogville >>> B +
อีกแล้วครับหนังเผยสันดานมนุษย์ แต่คราวนี้มันดูสาระ...เลวกว่า Nominee เลย เพราะคนในหมู่บ้านหมาๆ พวกนี้ ทำตัวเป็นคนดี ก่อนที่จะใช้ความจอมปลอมตักตวงประโยชน์จากนางเอก ไม่มีอะไรจะสะใจไปกว่าตอนที่นางเอกสั่งให้กวาดทั้งหมู่บ้าน
Cold Mountain >>> C+
ไงดีหว่า พระเอกนางเอกตัวสมทบหน้าตาดี แต่บทอ่อนๆ เนื้อหาไม่เห็นมีไปมากกว่าคู่รักที่ยังไม่มีอะไรกัน พอจากกันก็เฝ้าคิดถึงกันแบบนั้น ดูแล้วยังงงเลยว่าสองคนนี้มันเชื่อมั่นกันขนาดนี้ได้ยังไง แต่บทบาทที่ติดตาก็คือ แม่บ้านไร่ข้างๆนิโคลที่สามีกับลูกชายโดนฆ่าตายเพราะหนีทหาร แต่รายชื่อตัวประกอบหลายคนเนี่ยก็เจ๋งๆทั้งนั้นเลย ทั้ง นาตาลี พอตแมน ชาลี ฮันนัม หรือกระทั่งพระเอก 28 Daus Later
My Life without me >>> B
ชอบคอนเซ็ปท์ของเรื่องที่พอนางเอกรู้ว่าจะต้องตายเลยมานั่งลิสท์รายการ10อย่างที่ต้องทำก่อนตาย ทั้งเรื่องอัดเทปอวยพรวันเกิดให้ลูกสาวทั้งสองคน หาแม่และเมียใหม่ที่เข้ากับลูกและสามีได้ แล้วก็ทำให้คนตกหลุมรัก อันนี้รู้สึกจะโหดกับความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามสักหน่อย ก็พอเข้าใจว่า คนเรามันก็อยากจะได้รับการเอาใจใส่ หรือความสนใจจากคนแปลกหน้า แต่ว่าสำหรับคนที่มาหลงรักแอนน์แล้ว มันก็ไม่ต่างจากการโดนหลอก โดนปั่นหัวเลย เพราะที่สุด แอนน์ก็ยังรักสามีของตัวเองที่สุดอยู่ดี ทั้งๆที่หนังทำให้มันฟูมฟายกว่านี้ได้ แต่กลับไม่ทำ เลยทำให้หนังติดลึกได้มากกว่า
โหมโรง >>> A
อันนี้ที่ให้เอนอกจากจะด้วยเนื้อเรื่องการแสดง และผู้กำกับแล้ว ยังรวมไปถึงพลังของอินเตอร์เนทที่ทำให้การสื่อสารวงจำกัดขยายกว้างออกไปยังคนหมู่กว้างได้ แทนที่เรื่องนี้จะโดนสามวันอันตรายแล้วหายเงียบ กลับยืนโรงได้นานเป็นเดือน
มีฉากที่ประทับใจหลายๆ ฉาก แต่ที่ประทับใจมากก็คือ ฉากที่พ่อกับลูกเล่นดนตรีคู่กัน แล้วตัดภาพมาเป็นการบรรเลงเปียโนกับระนาดคู่กัน มันดูแล้วกลมกลืนมากๆ ทั้งที่เครื่องดนตรีสองชนิดต่างกัน แต่กลับไปด้วยกันได้อย่างไพเราะ
Something Gotta Give >>> A
เอาไปเลยสำหรับการแสดงฉากร้องไห้ของไดแอนคีตัน ร้องได้สะใจมากกกกกก ทำเอาหลงรักคนแก่คู่นี้ไปเลย ฉากตอนมีเซ็กซ์กันก็ฮาซะ ต้องมาค่อยระวังความดันกันให้วุ่น
21 grams >>> B+
ดูแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่ฌองหลงรักนาโอมิเพราะหัวใจมันเคยเป็นของสามีเก่าหรือเปล่า
Hidalgo >>> C+
หนังก็งั้นๆ ดูเอาสนุกๆ แต่ให้งานพรีเมียมร์ A+ เพราะมีฮอบบิทไปป่วนงานตั้งสองตัว :P ชอบสุดให้เรื่องก็คงตอนที่พระเอกของเราเกือบจะต้องโดนตอนเนี่ยแหละ เหอๆ
Lost in Translation >>> B-
หนังมันเหงาดีนะ นิ่งๆไปเรื่อยๆ ตามสไตล์โซฟี อารมณ์ขันแบบเหน็บๆคนญี่ปุ่นก็ทำให้ยิ้มได้เล็กๆ พอดูคนเหงาสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันเลยยิ่งเหงา ยิ่งหลุดไปอยู่ในที่ๆไม่มีใครเข้าใจก็เลยยิ่งเหงาเศร้าเข้าไปอีก
50 first dates >>> A
อยากดูตั้งแต่คำโปรยภาษาไทยแล้ว เธอลืมเขาทุกวัน แต่เขาสัญญาว่าทำให้เธอหลงรักเขาทุกวัน โหย แค่นี้ก็น่ารักจะตายอยู่แล้ว ทั้งๆที่ไม่เคยชอบ อดัม แซลเลอร์เลย แต่ดูแล้วชอบไปเลย ยิ่งตอนที่แหกปากร้องไห้ไป ร้องเพลง It wouldnt be nice ไป ด่าพ่อนางเอกไป โดน
+++ Cool Soundtrack
Shatter Glass >>> B
เอาเป็นว่าดูการแสดงของเฮเดนก็คุ้มแล้วนะ แต่ที่โดนกลับเป็นบทชัคที่ดูแล้วเกลียดไม่ลงแฮะ เพราะถ้าจะบอกว่าเฮเดนเป็นพระเอก ชัคก็ต้องเป็นผู้ร้าย
Hell Boy >>> C
งั้นๆ ดูเอามันพอได้
Van Helsing >>> C+
ตลกดีที่ฮิวต้องมาเล่นเป็นมนุษย์หมาป่าอีกแล้ว แต่รำคาญสำเนียงฝรั่งเศสของนางเอกมากๆ เรื่องก็มั่วกันไปหมดเลย แล้วเพลงประกอบก็หนวกหูเอามากๆเลย คะแนนความดีของเรื่องนี้อยู่ที่ เดวิทล่ะ เล่นฮาได้ใจมาก แล้วยังสำเนียงออกจะเหน่อๆอย่างงั้นอีก +ความหล่อของพี่ชายนางเอก
TROY >>> suck
เพราะเป็นหนังอีพิคหรือเปล่า คาแรกเตอร์เลยตายตัวสุดๆแบนราบไม่มีมิติ ดีก็ดีฉิบหาย เลวก็เลวซะไม่มีดี โง่ก็โง่ซะน่ารำคาญ สิ่งที่ดีสุดของเรื่องก็คือเฮคเตอร์กะพริแอม คนแรกดีเพราะบทมันเป็นคนดีมากกกกกกก เสียแต่ได้น้องโง่ (ที่เล่นหนังไม่เก่ง) บทที่ใครก็ต้องเข้าข้าง ส่วนพริแอมก็เล่นเป็นกษัตริย์ที่สุดท้ายแล้ว ลูกก็คือที่สุดอยู่ดี ซีนที่มาขอศพลูกคืนเป็นซีนที่ดีและเร้าอารมณ์ที่สุดของเรื่อง เพราะหลังจากที่เฮคเตอร์ตาย หนังก็ตายไปด้วย ทั้งๆที่อะคิลีสเป็นพระเอก แต่ว่าเรากลับเข้าข้างเฮคเตอร์ ดังนั้นพอเฮคเตอร์ตายเราก็เลยไม่รู้จะเชียร์ใคร สำหรับแบรท เมื่อเทียบกะอีริคแล้วได้แค่เสมอตัว เอาพอผ่านได้ เพราะมันดูไม่มีเหตุผลเลยที่จะมาตายเพื่อเอาชื่อเสียงให้คงอยู่ตลอด มันเลยดูว่าหลักที่อะคิลีสยึดไว้มันไร้สาระ (ดูอ่อนไปเพราะเทียบกะฝั่งทรอยแล้วต้องปกป้องบ้านเมือง) แถมขี้หงุดหงิด ถ้าไม่ได้น้องสาวฝั่งทรอย ตัวละครตัวนี้ก็คงทื่อแบนราบน่าดู บทของโรสเบิร์นดูจะมีสีสันและน่ารักและน่าสงสารกว่าตัวละครของเฮเลนมากกว่า เพราะเฮเลนที่โผล่มาตลอดแรกดูแล้วทื่อเอามากๆ แข็งและขาดเสน่ห์ แต่ที่แข็งและห่วยก็คงไม่พ้นบทปารีสที่บทก็เล่นเป็นคนที่ขาดเหตุผลกับความรับผิดชอบ (โอเค เราเข้าใจบทนายเป็นอย่างงั้น) ถ้าหนังทำให้มันเป็นคนเหลวไหล งี่เง่าไปเลย ก็จะรู้สึกว่า เออ มันเลววะ แต่หนังก็ยังพยายามใส่ให้ปารีสเป็นคนมีเหตุผลขึ้นมาในตอนท้าย ซึ่งออกจะขัดแย้งเพราะหนังเรื่องนี้ทำให้ปารีสเป็นลูกกษัตริย์ที่ไม่มีเหตุผล ออกจะอีเดียท ในตอนต้นนั้นเฮคเตอร์เตือนไงก็ไม่ฟัง คงเป็นเพราะพี่ตายเลยหายโง่ก็ได้มั้ง ส่วนคนแสดงก็.....สอบตกอย่างรุนแรง ตอนดู POTC ก็นึกว่า เจอรัศมีเฉิดฉายของกัปตันแจ็ค เลยดับๆติดๆไป แต่พอมาเรื่องนี้กลับไปเป็นเอล์ฟแข็งๆอย่างเดิมเหอะ ไอ้ท่ายิงธนูสุดเท่ห์องศาเดิมน่ะ
+++ ด้วยความเข้าใจผิด ทำให้ review vol.1 แทนที่จะเป็น vol.2 ไหนๆก็reviewไปแล้วเสียดาย ควบเลยล่ะกัน
Kill Bill Vol.1 >>> C+
ให้ B เนี่ยมาจาก OST ครึ่งนึงเลยนะเนี่ย จริงๆแล้วเรื่องนี้โดนเพราะเทคนิคการถ่ายทำมากกว่า ทั้งซีนที่ญี่ปุ่นที่เอาต้นแบบมาจาก Samurai Fiction (แต่เปลี่ยนสี) ก็สู้กลางหิมะของโอเรอิชิ เอาเข้าจริงหนังเรื่งอนี้มันดูโหดกว่าหนังสงครามอีก เพราะพวกนั้นมันระเบิดตูมๆ สาดกะสุนแล้วก็ตาย แต่นี้ใช้ดาบฟันเลือดสาดเลย
Kill Bill Vol.2 >>> C
นี่มันหนังครอบครัวนี้หว่า สรุปตายกันเกลื่อนตั้งแต่งานแต่งเนี่ย เพราะว่าพี่บิลดันงอนนางเอกขึ้นมาก็เลยเกิดการฆ่าล้างบางตามล้างแค้นกันอย่างงี้เรอะ โอ้ เควนติ เรารู้ตัวแล้วว่าเราไม่ค่อยชอบหนังนาย แต่เราก็ต้องดูหนังนาย ช็อตที่หยึยมาก็ตอนเจ๊อูม่ากระสวกตามาขยี้ทิ้งอ่ะแหละ ส่วนซีนเด็ดของภาคนี้ก็ตอนที่เจ๊พยายามกระเสือกกระสนแหกโลงออกมาให้ได้เนี่ยแหละ แต่ออกจะผิดหวังที่พอเจอกะพี่บิลแล้ว ซัดกันแค่5หมัดแล้วก็จบ เพราะดันไปยึดติดกว่าน่าจะมีมันๆให้เห็นอย่างภาคแรก ส่วน OST ภาคแรกก็เจ๋งกว่า
Shrek 2 >>> B
ได้ใจตั้งแต่ฉากเปิดตัวแล้วเอาหนังดังมาล้อ ทั้ง SPIDER-MAN หรือ LOTR หนังเรื่องนี้สนุกตรงที่ต้องคอยจับตาดูว่า มุขต่างๆจะโผล่มาตอนไหน ล้อใครอย่างไง แต่ละครที่ฮุคได้ใจ ก็ Puss in Boots เนี่ยแหละ สุดตีน ไม้ตายก็เด็ดซะจริงๆ ไม่เข้าใจอย่างเดียว Sherk ตอนเป็นคนเรียกได้ว่า หล่อ หรือนั่น
The day after tommorow >>> C+
เรื่องมันจะเว่อร์ไปหน่อย ตรงที่ความรักของพ่อนักวิทยาศาสตร์จะบุกไปช่วยลูกให้สถานการณ์อย่างงั้น ช็อตที่ความเย็นลดระดับอย่างรวดเร็วแล้วกระจกแตกไล่มานี้ก็เจ๋ง แต่แอร์ในโรงดันไม่เย็นตามไปด้วย เลยไม่ค่อยรู้สึกรวมสักเท่าไหร่แฮะ
Harry Potter and the Prisoner of the Azkaban >>> B-
เอาเป็นว่า ได้B เพราะว่าเป็นผู้กำกับที่ชอบแล้วกัน มันเลยสามารถสลัดภาพทื่อของหนังเรื่องนี้ออกไปได้ เลยทำให้ได้เห็นอะไรที่มันนอกเหนือจากหนังสือ ส่วน- เพราะหนังสั้นไป โดยทั่วไป นักแสดงเล่นดีขึ้นทุกคน แต่หนูเฮอร์เสะวันเสะคืนจริงๆ ส่วนรุ่นใหญ่เนี่ย แกร์รี่โอล์แมนก็เล่นได้บ้าสะใจดี แต่ไหงดูอุจัง
He love me , He love me not >>> B
ดูเรื่องนี้แล้วหลอนออเดรย์ เตอตูไปเลย โดยเฉพาะไอ้รอยยิ้มหวานๆเนี่ย แต่หนังเจ๋งตรงที่คิดพล็อตและจังหวะเวลาได้โป๊ะเชะมาก ทำให้เอาครึ่งแรกเราเชื่อไปแล้วว่า นางเอกเป็นชู้กับพระเอกจริงๆ
Turn Left , Trun Right >>> A-
ความน่าพอใจของเรื่องนี้ก็คือภาพในหนังสือเกือบ 90% มาอยู่ในหนังหมดเลย ส่วนที่น่าพอใจที่สุดคือความน่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ ของจินเฉิงอู่ (ยังไงก็ชอบเรียกชื่อจีนมากกว่า คาเนชิโร่แฮะ) พอเห็นรอยยิ้มนั้นก็อดยิ้มตามไม่ได้ ส่วนGigi ตอนแรกรู้สึกว่า คาแรกเตอร์เธอไม่ตรงกับหนังสือเลย แต่ความเปิ่นที่น่ารักเอามากๆก็ทำให้ดูกลืนกับบรรยากาศของเรื่องไปเลย ชอบที่สุดก็คือเรื่องนี้ทั้งสองคนไม่มีชื่อเรื่อง ก็เลยเรียกกันเป็นหมายเลขประจำตัวตอนเด็กแทน แล้วตอนที่ทั้งสองคนตะโกนหากันก็น่าสงสาร ที่นางเอกเปรียบความสัมพันธ์ของตัวเองว่า เราอสงคนเหมือนเป็นเงาที่คลาดกันตลอดเวลา ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันตลอดเวลาแต่ก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้
SPIDER - MAN II >>> B
Y คร้าบ หนังเรื่องนี้มัน วาย เหอๆ ตัวหนังมันส์ใช้ได้ ไม่ชอบฉากแห่ปีเตอร์ นำเสนอเกินไป ไม่ดีไม่ดี ส่วนM.J ก็กรี๊ดน้อยลงค่อยยังชั่ว แต่ช็อตที่เฮนรี่ตบหน้าปีเตอร์เนี่ย โอ วาย
Mean Girl >>> C+
หนังเอามันแฉสังคมสาวมัธยม ก็ดี เพราะหนังไม่ได้ทำตามลูกเล่นเดิมๆที่นางเอกจะต้องเป็นแม่พระตลอดกาล
Prince and me >>> C
ให้ C จากคุณภาพและพล็อตเรื่อง แต่ให้ความน่ารักของพระเอกและนางเอก A:D เนื้อเรื่องสุดแสนจะ Fairy Tale Cinderella อะไรมันจะง่ายขนาดนั้นจูเลีย จู่ๆจะเลิกไม่เป็นแล้วกะว่าที่ราชินีก็เปิดแน่บมาได้ง่าย ถามยังมี Return of the Queen ได้ด้วย แต่เอาเป็นว่าความน่ารักตอนพ่อแง่แม่งอนตอนอยู่มหาลัย ได้เพราะเสน่ห์ของสองคนนี้เลย
House of Flying Dragger >>> C+
ให้ + ด้าน Production ให้ C เพราะ พล็อต ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะล้ำลึกตรึงจิต ยิ่งใหญ่ให้เท่า Hero หรอกนะ แต่ว่าเนื้อเรื่องที่จงใจจะตลบหลังคนดูไปมา มันน่าราญเกิน แถมนางเอกก็อึดยิ่งกว่าคนเหล็กซะอีก ฟื้นมาแต่ละทีได้แต่ถามว่า มันยังไม่ตายอีกเหรอวะ แต่ยังไงซะนายเอกเอ๊ยพระเอกอย่างจินเฉิงอู่ก็หน้าเด้งเกินหน้านางเอกไปหลาย ทำเอาพี่หลิวหน้าที่แก่อยู่แล้วยิ่งเหี่ยวไปเลย

ขอแอดบล๊อกด้วยนะจ๊ะ ^^
#1 By tanok on 2005-01-05 13:49