ประหลาดรสกับญี่ปุ่น

posted on 04 Jul 2008 22:13 by tapum  in TokyoLUVU

 

วันเดียวกับที่ดูงานของ . Inoue ซึ่งจัดแสดงอยู่บริเวณสวนสาธารณะอุเอโนะ ข้างๆ กันคือ ถนน อาเมโยโกะ อารมณ์ประมาณสำเพ็งปะทะซอยละลายทรัยพย์บ้านเรา เพราะมีขายมันทุกอย่าง ที่แนะนำก็คือร้านข้าวหน้าปลาดิบข้างทาง ราคาย่อมเยา มีให้เลือกหลากชนิด กับร้านขนมราคาถูก ใครจะหาขนมกลับบ้าน มาซื้อที่นี่ก็ลดไปได้โข

แล้ววันนั้นหมีบ้ากับเพื่อนๆ ไปเดินเล่นกัน ก็ได้ป๊ะกับสิ่งประหลาดชาวยุ่น เลยนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นของทำนองนี้มาแล้ว เอนทรีนี้เลยขอแข่งกับสี่ประหลาดของคุณเส่ง แต่มาประหลาดเดียวคะ

ประหลาดรส

อาหารหลายๆ มนุษย์เราก็สรรหาวิธีแปรรูป จับรสไปใส่ในอาหารต่างประเภท อย่างบ้านเราก็พวกขนมรสลาบ เบอร์เกอร์รสลาบ (ทำไมนึกได้แต่ลาบวะ) มาดูของพี่ยุ่นแกบ้าน

เริ่มจากไอติมก่อนเลย ปีที่แล้วไปเที่ยวนัมจา ทาวน์มาคะ เป็นแหล่งรวมของกิน เป็นเมืองเกี๊ยวซ่า เมืองเค้ก และเมืองไอติม แล้วไปป๊ะมาแล้วประทับใจหมีก็คือเมืองไอติมเนี่ยแหละ

ประทับใจไงเหรอ เชิญเบิ่ง

อันนี้แค่กลิ่นนมธรรมดา แต่อันต่อไป หึหึหึ

รสปูจากฮอคไกโด

 

รสลิ้นวัว (เคยอ่านการ์ตูนอาหาร มีกล่าวไว้เหมือนกัน อารมณ์คงประมาณOTOP บ้านเขามั้ง อะไรเยอะจัด พี่แกยัดใส่ลงทุกผลิตภัณฑ์)

มันเผา เคยกินแต่softcream รสมันธรรมดาอ่ะนะ

รสสลัด ว่าแต่เดรสซิ่งรสไหนเหรอคะ

รสมิโซะราเม็ง อือออ มันจับรสยัดลงไปได้เนอะ

กระหรี่อินเดีย เอ๊ยแกงกระหรี่อินเดีย

รสหอยมุก??? หรูไปป่าวยะ ไม่ใช่พระนางคลีโอพัทตรานะ จะได้ละลายไข่มุกกิน

รสปลาหมึก

ซึ่งก็ต้องมีปลาหมึกยักษ์ตามมาด้วย

รสกระเทียม แต่ทำไมใช้ยี่ห้อ แดรคิวล่าวะ

รสถั่วลันเตา เพื่อนซื้อมากิน แต่จำไม่ได้แล้วรสเป็นไง

อันนี้ดีกว่า อึ้งสุดเลย รสงูพิษ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พิษไหน แต่แม่งใครสร้างสรรค์บ่อนทำลายขนาดนี้วะ

 

กินของหวานแล้วต้องหาน้ำมาล้างปากใช่ม้า

หมีบ้าของเสนอน้ำมะเน็ด หรือน้ำ(หัวเชื้อ)มะนาว ที่เด็กญี่ปุ่นโดนหลอก(หมีด้วย) ให้กินตอนหน้าร้อนคะ

ตะกี้เรามีไอติมรสแกงกระหรี่อินเดียไปแล้ว เราก็มีน้ำมะเน็ดรสแกงเหมือนกัน

มันคอมบิทเนชั่นกันยังไงวะ เปรี้ยวๆ มะนาวกะเผ็ดๆ ของแกง

 

รสกิมจิ อืออออออออ สับสน

กิมจิเผ็ดไป เอาไม่เป็นไรเอารสนี้

ทาโกะยากิ อือ ลงตัวมาก คาวกับหวาน

ญี่ปุ่นแท้ขาดรสนี้ไม่ได้นะ รสวาซาบิ โอยยย ลิ้นเริ่มงง

เปลี่ยนอารมณ์จากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำโซดากันดีกว่า

น้ำโซดารสโยเกิร์ตกับรสคาราเมลคะ ซ่าหวานกันไป

อ้าว หวานไม่พอ เพิ่มให้อีกกับรสชูวครีม

ไหนๆ ก็ไหน เเถมด้วยรสช็อคโกแลตกับรสเค้กด้วยก็ได้

ถามหน่อยเหอะ ไอ้รสที่ว่า กินไปหวานๆ มันจะมีรสแตกต่างกันไหมวะ

 

คาดว่ากินไปดื่มไปด้วย ประสาทลิ้นคงเสื่อม กระเพาะคงงงว่ายัดห่านอะไรลงมา มันช่างประดักประเดิกอะไรเยี่ยงนี้

 

คุณสนใจอยากทานรสไหนเป็นพิเศษกันบ้างคะ

อนึ่ง หมีบ้ามิได้มี(ไม่อยากมีด้วย) ลิ้มลองอะไรในสิ่งที่ลงให้ดูเลย ยกเว้น ไอติมรสถั่วลันเตาธรรมด๊าธรรมดาเท่านั้นคะ

 

หลังจากแหกขี้ตาตื่นมาตีสามกว่าๆ เพื่อเชียร์บอลแพ้ หมีบ้าก็ต้องแบกสังขาร(และใจ)โทรมๆ ไปที่อุเอโนะ เพื่อเข้าชมงานแสดงผลงานของอาจารย์ อิโนอุเอะ ทาเคฮิโกะ เจ้างของผลงานการ์ตูนชื่อดังจากเรื่อง SLAM DUNK และ VAGABOND

 

ในงาน Inoue Takahiko : saiko no mangaten หรือ Inoue Takahiko: The Last manga Exhibition ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็น The Last ยังหารายละเอียดจากเวบไซด์ไม่เจอ

เดินมาเจอภาพใหญ่โคดรออยู่

 

คนมารอเยอะมากกกกกกก ทั้งๆ ที่งานเปิดสิบโมง อาจารย์นัดไปเก้าโมงครึ่งเพื่อรับบัตร

 

ที่เห็นนี้คือรอซื้อตั๋วนะ

โชคดีว่าโรงเรียนเตรียมไว้ให้ เลยรอแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่งั้น หึหึ คนญี่ปุ่นก็สุดยอดดีนะ เพราะว่าตอนเก้าโมงครึ่ง คิวที่รอซื้อตั๋วก็ห้าร้อยคนน่าจะถึง อะไรจะตื่นเช้ามาดูกันมากมายขนาดนี้?

 

 

 

ทางเข้า

 

พอกลับมาตอนบ่ายโมง เพื่อรอเพื่อนอีกคน บัตรของวันนี้หมดแล้ว และระยะเวลารอเพื่อเข้าชมคือ 
160 นาที (นานพอๆกับเครื่องเล่นที่ดิสนีย์ แลนด์เลยวุ้ย)

 

อีกทีแบบเเหน่งๆ

 

งานนี้มาแบบงงๆ เพราะโรงเรียนพาไป ตะแรกหมีบ้าคิดเอาเองว่า คงเป็นแค่การรวมผลงานที่ผ่านๆ มาของอาจารย์เท่านั้น แต่ทว่าหมีคิดน้อยไปหน่อย ก็เลยผิดเต็มๆ ฮ่ะ

 

 

ที่ไหนมันตื่นตาตระการใจ วิไลโลกมากกว่านั้นเยอะคะ เพราะงานนี้ไม่ใช่การนำต้นฉบับของจริงหรือการนำงานเก่าๆ มาโชว์ แต่เป็นการวาดใหม่เกือบจะทั้งหมด จากผลงานเรื่องเดียว นั่นคือ VAGABOND และที่ตื่นตาก็เพราะว่า ครึ่งต่อครึ่งของผลงานที่แสดงนั้น เป็นการวาดจากพู่กันจีน (ภาพขาวดำทั้งหมด) ซึ่งขนาดของภาพมีตั้งแต่ 1เมตรถึง 5 เมตรแน่ะ อลังการมากมายทีเดียว

 

ส่วนตัวหมีบ้าหยุดอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ไปหลายปีอยู่ ทำไมไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัดว่า ที่ไทยและญี่ปุ่นจบไปแล้วหรือยัง แต่ผลงานที่แสดงเป็นตัวละครเด็กคนนึงที่ตามหา มิยาโมโต้ มุซาชิ เพื่อจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ เมื่อพบกัน มิยาโมโต้ก็ได้หวนนึกถึงช่วงชีวิตในอดีตของตนที่ผ่านมา

 

เสียดายว่า ไม่ได้อ่านเลยจับต้นชนปลายไม่ถูกสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่พยายามอ่านดูก็พอไปไหว ประมาณว่าค้นหาตัวเอง ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

 

และอีกเช่นกัน ที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลยไม่มีมาฝากกันตามระเบียบ

 

แต่งานนี้ก็สุดยอดอีกเช่นกัน เพราะได้เห็นผลงานสดๆ ตัวเป็นๆ ของอาจารย์ใกล้ๆ ตา ลายเส้นที่คมกริบ แม้แต่ในส่วนของรายละเอียด น้อยมากที่จะใช้สกรีนโทน และส่วนที่เลิศที่สุดก็คืองานส่วนใหญ่อาจารย์แกใช้พู่กันหมึกจีนวาด เห็นแล้วแทบอยากจะไปกอดขาอาจารย์ แล้วถามว่า วาดได้ยังไงคะ อาจเป็นเพราะใช้แค่สีขาวดำเล่าเรื่องและแสงในหอศิลป์ใช้แค่แสงเหลือง ทำให้บรรยากาศในการชมดูสงบนิ่ง สิ่งที่เคลื่อนไหวมีเพียงเรื่องราวในภาพเท่านั้น แสงสปีดแต่ละเส้นดูแล้วทำให้เราเคลื่อนไหวไปกับตัวละครเลยทีเดียว

 

 

ครั้งนี้นับเป็นการอ่านการ์ตูนเล่มที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตล่ะมั้ง เพราะว่า ต้องเดินอ่านให้ทั่วหอศิลป์ ไม่ใช่นำภาพมาเรียงหลานกันเฉยๆ แต่มีการวาดสัญลักษณ์ดำเนินกันบนผนังกันเลย

 

ภาพบางภาพเดินเลาะมุมไปเจอก็ต้องหยุดนิ่งไปเพราะว่า มันมโหฬารงานสร้างมากมายเลย

 

เล่าลำบาก อยากเป็นคนเล่าและบรรยายภาพได้เก่งกว่านี้จัง

 

ยิ่งงานแสดงสุดท้ายนี้ยิ่งใหญ่มาก ดูแล้วน้ำตาเกือบไหลแน่ะ มันอบอุ่นมากมายจริงๆ อยากกลับไปอ่านการ์ตูนเรื่องนี้เหลือเกิน

 

ใครสนใจขั้นตอนการทำงานครั้งนี้สามารถติดตามชมได้ที่ http://www.flow-er.co.jp/

เริ่มกันตั้งแต่วางโครงการเลยทีเดียว ส่วนเริ่มวาดภาพพู่กัน จะราวๆ กลางเดือนห้าคะ กดคลิกดูได้นะ

ส่วนนี้เป็นเวบของอาจารย์เอง

http://www.itplanning.co.jp/

 

งานนี้เกือบมีเสียทรัยพ์เพราะหนังสือรวมผลงานอาจารย์ เพราะพี่แกเล่นออกมาสองเล่ม เป็นภาพสี กับขาวดำ ทำใจไม่ถูก ดีว่าคิดทันว่า ซื้อกับเวบน่าจะถูกกว่าเลยฉลอไว้ก่อน

 

แถมยังออกหนังสือเฉพาะสำหรับงานแสดงครั้งนี้อีกด้วย คือ migatsuki (จันทร์เสี้ยว) เป็นเล่มเตรียมผลงาน และ mangetsu (จันทร์เต็มดวง) เป็นเล่มที่สำเร็จแล้ว ซึ่งเล่มหลังยังไม่วางจำหน่ายนอกจากนี้ยังมีเสื้อยืดเท่ห์ๆ อีกหลายแบบ และโมเดลของมุซาชิด้วย ราคาไม่มากมายตัวละ 18,900 เยนเท่านั้น ใครเป็นแฟนอย่าพลาดนะ

เนื่องจากเบี้ยน้อย และเพิ่งขาดสติซื้อของไร้สติไป วันนี้เลยสอยมาแค่โปสการ์ดเซทคะ ฮืออออ

 

 

มีเรื่องจะรบกวนคนอ่าน ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่าน่าสนใจฝาก hotpost หน่อยเน้อ ปกติไม่เคยขออะไรแบบนี้ แต่เห็นว่างานที่ได้ไปมันน่าสนใจจริงๆ และเผื่อจะมีแฟนๆ SLAM DUNK, VAGABOND แถวๆ นี้ก็อยากให้ได้ดูกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีตัวงานมานำเสนอก็เถอะ

edit @ 30 Jun 2008 22:10:30 by tapum

T_T

 

เยอรมันที่สองอีกแล้วอ่า ทำมายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 

ฮือออออออออออออออออออออออออออออออ

 

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

 

 

เศร้าเฟ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ต้องไปรอลุ้นอีกสองปีหน้าใช่ม้ายยยยยยยยยยยยยย

 

 

น้าเลิฟคะสองปีหน้า อย่าให้บัลลัคลงก็ได้นะ

edit @ 30 Jun 2008 03:48:57 by tapum