เค้ายังไม่ลบบลอคไปใช่ไหมอ่ะ ไม่ได้อัพมานานมาก คาไว้หลายทริปเหลือเกิน จะต่อทริปสแกนได้ก็เที่ยวจะครบปีแล้ว เอาทริปปีก่อนมาแทนดีกว่า

 

 

ทริปนี้ เป็นทริปทางผ่าน จะไปดูงาน Binnale Art 2011 ที่เวนิซ แต่เพื่อนสาวกลัวว่าจะเบื่อเพราะไปมาแล้วเลยจองโอเปร่าที่เมืองเวโรน่าให้

 

งาน Arena di Verona เป็นงานแสดงที่จัดขึ้นในโคลอสเซี่ยมประจำเมือง จัด 2 ปีครั้งเช่นกัน  ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่89 เพราะงั้นงานนี้ก็อายุเกือบๆ จะ 200 ปีแล้ว ในแต่ละครั้งจะมีละครโอเปร่าเล่นประมาณ 2เดือนนิดๆ เรื่องราวส่วนใหญ่ของโอเปร่า เป็นละครโศกนาฎกรรม ก็แหมเป็นเมืองบ้านเกิดของโรเมโอจูเลียตมันก็ต้องเน้นน้ำตาหน่อยสิ แต่เรื่องที่เราไปดูเป็นโอเปร่าฮาเฮ ที่นานๆ มีที เพื่อนเลือกเรื่องนี้เพราะเวลาที่ลงตัว

 

แต่การเดินทางงวดนี้ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ เพราะอิตาลีก็จัดเป็นชาติที่รักการประท้วงไม่แพ้ฝรั่งเศสเลยล่ะ ประจวบเหมาะว่า วันที่จะไปดันเป็นวันที่ขนส่งมวลชนนัดประท้วงหยุดงานกันทั้งประเทศ ทำให้รถไฟเหลือน้อย ต้องตบตีแย่งชิง จากเวลาที่เผื่อไว้ก็ต้องวิ่งตับแล่บตั้งแต่เมโทรในมิลาน พอนั่งรถไฟต่อมาที่เวโรน่า ก็ไม่มีรถเมล์ต้องเดินหลงหาที่พักไปอีก 2 ชั่วโมง ก็ยังดีว่าละครเพิ่งเริ่มไปแป๊บเดียว

 

Verona Arena  เป็นโรงละครกลางแจ้งในจตุรัส Bra สร้างมาตั้งแต่ยุค AD 30 จุผู้ชมได้กว่า 30,000 คน แต่ว่า วันที่เราไดู เค้าเปิดแค่ 3/4 ของพื้นที่ ส่วนที่เหลือก็เป็นเวทีไป ฉากอลังการงดงามมาก เสียดายว่าไปตอนที่ฟ้ามืดแล้ว ถ่ายรูปในนั้นไม่ทัน เสียงนักแสดงร้องฟังฟังชัด ไม่รู้ใช้ไมค์กันเหรือเปล่า แต่สมัยก่อนไม่ใช่ก็น่าจะได้ยินกันทั่วนะ แต่ดูไปได้สัก 2 ฉาก ก็เกิดอาการเมื่อยก้น เพราะนั่งกับพื้นหิน นั่งไปได้สักพักเพื่อนก็ชวนออกไปชมเมือง ตอนแรกก็เสียดายอุตส่าห์มาดูทั้งที แต่ว่าก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว กับอยากเห็นเมืองตอนกลางคืนก็เลยตามออกไป

 

 

เมืองเวโรน่า ตอนมืดๆ สวยมาก มีชีวิตชีวา คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะมาช่วงเทศกาล คนยังพลุกพล่านเต็มไปหมด เดินไปทางไหนก็มีแต่คนเดินเล่น เมืองนี้หรูหราทีเดียว เพราะว่า ถนนเป็นหินอ่อน หรือไม่ก็อิฐ 

 

น้ำพุกลางเมืองในแต่ละเมืองของอิตาลีสามารถดื่มได้เลย ดังนั้นมักจะเห็นนักเดินทางถือขวดมากรอกน้ำ เพื่อประหยัดงบเดินทางไปก็เยอะ แถมนี้จะแข่งกันเรื่องรสชาติน้ำว่าแต่ละเมือง เมืองไหนรสชาติดีกว่า เป็นเรื่องจริงจังทีเดียว

 

 

การที่ออกมาเดินดูเมืองตอนกลางคืนถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเลยล่ะ เพราะเช้าวันต่อมาแฟนเพื่อนอยากรีบไปเวเนเซีย หรือเวนิสไวๆ ไอ้เราก็อยากดูเมือง เลยได้เวลามาแค่ชั่วโมงนิดๆ เลยขอไปดูบ้านจูเลียตก่อนจาก แหมมมม มาเวโรน่า แต่ดันไม่ไปเยี่ยมชมบ้านที่เค้าอุปโลกมาจากบทละครที่คนอังกฤษเขียน ก็เรียกว่ามาไม่ถึงสิ แถมฝนตกอีกต่างหาก แต่ระหว่างทางเดินอันแสนไกลจากที่พักก็เดินผ่านปราสาทข้ามแม่น้ำ

 

ชอบจังถนนสายอิฐ ปั่นจักรยานได้อีกต่างหาก

 

เป้าหมายต่อไป ตามหาบ้านเจ๊จู

 

 

ตอนแรกก็งงๆ หาทางไปไม่ถูก แต่เดินตามรอยป้าทัวร์จีนไปก็เจอ ต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะใครอยากสมหวังในรักเค้าว่าให้ไปลูบหน้าอกรูปปั้นจูเลียตที่อยู่กลางสวน แต่จากภาพที่เห็นจับนมยังใช้คำเบาไป เพราะทุกคนต่างแย่งชิงที่จะขอพรจากเจ๊จูทั้งนั้น จากแค่ลูบก็เลยกลายเป็นแข่งกับตะปบนมจูเลียตไปแทน เรียกว่าใครดีใครได้เลยล่ะ เพราะพอคนนึงเอามือลงปุ๊บก็จะมีอีกหลายมือคอยมาเสียบต่อทันที ยิ่งไปเจอทัวร์ป้าๆ แล้ว อิฉันสู้ไม่ไหวค่ะ ยอมป้าไปก่อน แต่ป้าค่ะ ป้ามากะสามีแล้วป้าจะมาขออะไรอีก????

หลังจากนังหนูนี้ออกไป อกของจูเลียตก็ถูกป้าๆ มาแย่งชิงเพื่อลูบขอพร

 

ฉากสุดฮิตจากบทละคร ระเบียงบ้านของจูเลียตที่ชีมาเพ้อรำพันในชะตาชีวิต จริงๆ แล้วมารอโรมิโอก็ว่ามาเหอ

 

 

ใครดูหนังเรื่อง Letter from Juliet แล้วอาจจะอินมากขึ้นก็ได้นะ ในเรื่องเค้าเขียนจดหมาย แต่เดี๋ยวแอดว๊านซ์ให้คุยโทรศัพท์ปรึกษาปัญหาหัวใจกันแล้ว เร็วดี

 

 

 

เวลาที่เมืองนี้หมดแล้ว ต้องรีบไปต่อรถลงเวเนเซีย แต่ก็ยังได้เห็นฉากละครที่ถูกถอดเปลี่ยน

 

 

edit @ 26 Nov 2012 22:15:54 by tapum

 
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเปิดพิธีโอลิมปิคปี2012 ที่ลอนดอนแล้ว มาทำความรู้จักลอนดอนกันซะหน่อยเป็นไร
 
 
ก่อนหน้านี้ได้ดู Seiries เรื่องนึง พูดประโยคนี้ขึ้นมา แต่ยังไม่ทันเฉลย ตัวคนพูดต้องไปเรื่องต่อเลยไ่ม่ได้คำตอบ ก็สงสัยมาพักนึงว่าอะไรยังไง หาคำตอบก็ไม่ค่อยเจอ จนไปเจอกับคลิปนี้เข้า
 
 
The (Secret) City of London Part 1 : History by C.G.P.GREY
 
 
ดูแล้วชอบมากกก เลยขอถอดความให้อ่านกันสักหน่อย อันไหนที่ไม่เข้าใจก็นิสัยเสียกระโดดข้ามไปนะ
 
City of London ที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในด้วย สถาปัตยกรรมทางประวัติศาตร์ ตึกสูงละฟ้า ตลาดอันเก่าแก่ สะพานอันมีชื่อ และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก และยังเป็นที่พักพิงของประชากรกว่า 11,000 คน!!! ใช่ 11,000 คน!!!
 
ถูกแล้ว เพราะ City of London (COL) นั้นไม่ใช่เมือง London (LDN) หรอกนะ ถึงแม้ว่า LDN จะมีสถาปัตยกรรมทางประวัติศาตร์ ตึกสูงละฟ้า ตลาดอันเก่าแก่ สะพานอันมีชื่อ และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก แถมด้วยรัฐสภาและราชวงศ์อังกฤษ กับคนอีก 7 ล้านคน
 
แต่เราไปดูแผนที่ของลอนดอนใกล้ๆ ให้ดีๆ แล้วจะเห็นว่ามีพื้นที่ประมาณ 1 ตร.ไมล์ อยู่เกือบจะตรงกลาง นั่นแหละ COL ที่อยู่ในลอนดอนอีกที
 
Photobucket
 
ถึงแม้ว่าชื่อที่ใกล้เคียงหรือแทบจะเหมือนกันนี้จะก่อให้เกิดว่าความสับสนอยู่บ้าง แต่ว่าทั้ง COL และ LDN นั้นต่างศาลากลางจังหวัด และเทศมนตรีของตัวเอง ไหนจะเก็บภาษี ตำรวจและกฏหมายที่แยกใช้ต่างหากด้วย
 
แถมเทศมนตรีของ COL จะได้แต่งตัวหรูหราอลังการสมชื่อตำแหน่งThe Right Hounourable the Lord Mayor of London พร้อมกับได้นั่งรถม้าสุดเลิศไปทำงานใน Guildhall หรือ ศาลากลางสุดหรู ในขณะที่เทศมนตรีของLDNนั้นแค่ใส่สูทผูกไทปั่นจักรยานไปทำงานในตึกธรรมดาๆ ริมน้ำเทมส์เท่านั้น
 
 
นอกจากนี้ COL ยังมีไอเท็มสุดก๋อย่างธงและสัญลักษณ์เป็นของตัวเองด้วย ซึ่งLDN น่ะเหรอ ไม่มีอะไรสักอย่าง น่าน้อยใจจริง
 
Photobucket
 
ที่ตลกไปกว่านั้น COL นั้นมีอายุเก่าแก่กว่าประเทศ United Kingdom ที่รวมเอา 4 ประเทศ อย่าง เกรทบริเตร สก็อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือไว้ด้วยกันซะอีก สาเหตุน่ะเหรอ.... โรมันยังไงล่ะ
 
Photobucket
 
เมื่อ 2,000 ปีก่อนจักรวรรดิโรมันบุกเข้ามายึดครอง เกรทบริเตน และตั้งรกรากสร้างเมืองเล็กๆ มีกำแพงล้อมอยู่ที่ริมน้ำเทมส์ โดยให้ชื่อว่า Londonimium ไม่ได้มามือเปล่า ชาวโรมันนำความเจริญมาด้วย ทั้งกฏหมาย การค้าขาย สร้างวัด โรงอาบน้ำ หรือที่รู้จักกันดีในนาม Roman Bath ถนน สะพาน และกำแพง ซึ่งไอ้กำแพงเมืองที่ว่านี้แหละที่ทำให้ COL นั้นยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้
 
จนเมื่อโรมันจากไป การปกครองก็เปลี่ยนมือไปตามยุคสมัย จนมาถึงยุคพระเจ้าวิลเลี่ยมผู้พิชิต ผู้สร้างประวัติศาตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศอังกฤษ พระองค์ได้ค้นพบว่า COL กับกำแพงเมืองหนานี้มันช่างยึดครองได้ยากลำบากนัก พระองค์เลยเปลี่ยนมาเจรจาทำข้อตกลงกับชาว COL แทนดีกว่า ว่าจะให้สิทธิ์พิเศษ ให้อยู่อย่างที่เคยเป็น แลกกับการที่COL ต้องยอมรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ผู้ครองประเทศ เมื่อได้ข้อตกลงที่พึงใจแล้ว พระเจ้าวิลเลี่ยมก็ต่อสู้กับพวกไวกิ้งไป และสร้างหอคอยรอบๆ COL อีกที หรือก็คือ Tower of London
 
และกาลเวลาก็ผ่านไปเป็นพันปี ราชวงศ์อังกฤษก็ยังต้องคอยรับรองสถานะพิเศษของ COL อยู่ตลอด ราชวงศ์อังกฤษในช่วงต้นนั้นดีว่า COL นั้นรำ่รวยและมีอำนาจในมืออยู่มากโข ก็เลยต้องมาตั้งเมืองหลวงใกล้ๆ กัน และตั้งชื่อว่า Westminster เพื่อหวังจะขานอำนาจ COL ซึ่งนี้เองเป็นเริ่มของ London ที่ 2 (London 2.0)
 
Photobucket
 
เวลาก็ล่วงเลยผ่านพ้นไปหลายร้อยปี Westminster ก็เติบโตขยายขอบเขตอำนาจและรวบเอาเมืองใกล้ๆ
จนล้อม COL ไว้ ถึงจะมีกำแพงหนาๆ กั้นอยู่ แต่คนก็เริ่มเรียกพื้นที่ทั้งหมดว่า London กันแล้ว และเรียกใช้อย่างเป็นทางการเมื่อรัฐสภารวมเมืองทั้ง 2 เข้าด้วยกัน
 
 
แต่ถึงกระนั้นเทศมนตรีของฝั่ง LDN ก็ยังไม่มีสิทธิอะไรในเมืองเล็กๆ ที่มีกฏหมายและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนเมืองไหนในประเทศอังกฤษ หรือในโลกอย่าง COL หรอกนะ
 
 
ตัวอย่างเช่น
 
หากราชินีอังกฤษต้องการจะเสด็จเข้าไปยัง COL พระองค์ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตไปยังเทศมนตรีของ COL เสียก่อน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่กฏหมายตายตัวอะไร แต่ก็ต้องทำนะ
 
นอกจากนี้ COL ยังมีตำแหน่งในรัฐสภาด้วย รวมถึงตำแหน่งผู้ตรวจสอบที่คอยดูว่ากฏหมายที่ผ่านร่างออกมานั้นมีผลกระทบอะไรกับ COL หรือไม่ เพราะฉะนั้นกฏหมายบางที่ผ่านรัฐสภาออกมานั้นจะไม่นับรวม ​COL อยู่ในนั้นด้วย
 
ท้ายสุด COL นั้นยังเป็นเจ้าขององค์กร และอาคารต่างๆ นอกเขตเมืองตัวเองด้วย เช่น ป่าEpping ตลาด Spitalfields และอีกมายมาย
 
 
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าสถานที่ไหนบ้างที่เป็นของ COL ไม่ยาก แค่คอยมองหาสัญลักษณ์ของ COL ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่เยอะ แต่ที่เด่นๆ ก็นี่เลย สะพานชื่อดังอย่าง Tower Bridge
 
 
เพราะองค์ประกอบหลายๆ เช่น อายุที่ยาวนานของเมือง COL, ความร่ำรวยที่มีมาแต่โบราณ และเอกสิทธิ์เฉพาะหลายๆ อย่าง ทำให้เกิดทฤษฏีขบคิดเพี้ยนออกมามากมาย เช่น เศรษฐกิจโลกนั้นถูกควบคุมมาจากข้างในเมืองเมืองนี้ ราชินีเอเลี่ยน ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ COL ซะหน่อย
 
 
ถึงอย่างนั้นแล้ว COL ก็ไม่เหมือนกับประเทศวาติกันที่อยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลีหรอกนะ แม้ปัจจุบันกำแพงล้อมเมืองนั้นจะเหลือให้แต่ซากแล้วก็ตาม
 
 
ถ้าได้มาเที่ยวลอนดอน ก็จะได้เห็นเจ้ามังกรตัวจิ๋วบนมุมถนนที่คอยปกป้องเมืองที่อยู่ในเมืองซึ่อยู่ในประเทศของประเทศอีกที
 
Photobucket
 
 
Photobucket
 
 
 
 
Photobucket
 
 
 
ถ้าใครอยากเห็นซากกำแพงที่คอยขว้างกันไม่ให้คนเข้ามารุกราน COL เห็นได้ชัดๆ ที่พิพิธภัณฑ์ลอนดอน ที่อยู่ใกล้ๆ กับคาธีดอร์ เซนต์ปอล และนั่นก็หมายความว่าเซนต์ปอลเองก็อยู่ในเขตปกครองของ COL ด้วย
 
 
 
Photobucket
 
 
เอาเข้าจริงๆ สิ่งก่อสร้างสำคัญมากมายของเมืองหลวงเห็นนี้ ล้วนอยู่ในอาณาเขตของ COL ทั้งนั้น ยิ่งเขต City ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอังกฤษเลยก็ใช่ ถึงฟังดูน่าปวดหัว แต่ก็ต้องเรียกว่ามันช่างเป็นเรื่องราวที่เหมาะกับประเทศที่รวมกัน 4 ประเทศมาเป็นประเทศเดียวกันซะจริง
 
 
 
 
ไปเที่ยวอังกฤษคราวหน้าอย่าลืมระบุนะว่า อยากไปเที่ยว London หรือ City of London